อีเลินนิ่งปัจจุบันอีเลินนิ่งปัจจุบัน  แสดงรายการสมาชิกใน อีเลินนิ่งรายชื่อสมาชิก  ค้นหา อีเลินนิ่งค้นหา  ช่วยเหลือช่วยเหลือ
  ลงทะเบียนลงทะเบียน  เข้าระบบเข้าระบบ
คุณครูมงคล สุตัญตั้งใจ
 อีเลินนิ่งครูมัธยมตระการพืชผล : คุณครูมงคล สุตัญตั้งใจ
หัวข้ออีเลินนิ่ง อีเลินนิ่ง: ประวัติวรรณคดีสมันกรุงศรีอยุธยาตอนต้น เพิ่มใหม่เพิ่มอีเลินนิ่งใหม่
ผู้เขียน
รายละเอียด << อีเลินนิ่งเดิม | อีเลินนิ่งต่อไป >>
mongkol
th04
th04
ภาพแทนตัว

เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ: 27 ตุลาคม 2005
กลุ่มสาระ/งาน: ภาษาไทย
เพิ่มใหม่: 54
สร้างเมื่อ: 06 พฤศจิกายน 2008 เวลา 15:22 | IP ล็อค

ประวัติวรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น

วรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น      
สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น (ประมาณ พ.ศ. ๑๘๙๓ - ๒๓๑๐)
สภาพเหตุการณ์ทั่วไป
               
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) เป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา  ขึ้นเสวยราชย์ในปี พ.ศ. ๑๘๙๓  รัชสมัยนี้เป็นระยะเริ่มตั้งกรุงศรีอยุธยา  สมัยต่อมาคือ  รัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) ก็มีศึกสงครามกับกรุงสุโขทัย  หลังรัชสมัยนี้แล้วเกิดความ
ไม่สงบในบ้านเมือง  มีการแย่งชิงราชสมบัติหลายครั้งหลายคราว  จนกระทั่งถึงรัชสมัยสมเด็จ
พระบรมไตรโลกนาถ  และรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (พระเชษฐา) จึงค่อยมีความสงบสุข
ในบ้านเมือง  ตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ถึงรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (พระเชษฐา)  พ.ศ. ๑๘๙๓ - ๒๐๗๒  เป็นเวลา ๑๗๙ ปี ในช่วงระยะเวลานี้มีวรรณคดีสำคัญ ๆ เกิดขึ้นเพียง ๓  รัชสมัย คือ
          ๑.  สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง)  เรื่อง  ลิลิตโองการแช่งน้ำ
          ๒. สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  เรื่อง  มหาชาติคำหลวง  และ เรื่องลิลิตยวนพ่าย
          ๓.  สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (พระเชษฐา) สันนิษฐานว่ามี  เรื่องลิลิตพระลอ  โคลงนิราศ
หริภุญไชย  โคลงทวาทศมาศ  และโคลงกำสรวล
              วรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นนี้  เกือบทุกเล่มจะมีปัญหาเกี่ยวกับผู้แต่ง  สมัยที่แต่งและยังหาข้อยุติกันอยู่
ลักษณะวรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น
          วรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น มีลักษณะสำคัญ ๓ ประการ คือ
          ๑. เนื้อหาในวรรณคดี  ส่วนใหญ่มุ่งในด้านการอบรมจิตใจและสั่งสอนประชาชนให้ยึดมั่น
ในศาสนาคล้ายวรรณคดีสมัยสุโขทัย และให้มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์  เพราะได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากเขมร  ที่ถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นสมมติเทวราช  ต่างไปจากสมัยกรุงสุโขทัยที่นับถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นพ่อเมื อง  นอกจากนั้นวรรณคดีสมัยนี้จะมีเนื้อหาปลุกใจ
ให้มีความรักชาติบ้านเมืองเพราะต้องทำสงครามอยู่เสมอ
          ๒.  รูปแบบและภาษา  วรรณคดีในสมัยนี้เป็นร้อยกรองทั้งสิ้นและมีคำประพันธ์เกือบทุกช นิดทั้งโคลง ร่าย กาพย์และฉันท์  ยกเว้นกลอน  ส่วนใหญ่จะแต่งเป็นลิลิต  ส่วนการใช้ภาษานั้นมีทั้งคำเขมร  บาลี  สันสกฤต คำแผลง และใช้คำศัพท์สูง  วรรณคดีจึงเข้าใจยาก  รูปแบบของวรรณคดี
จะต่างไปจากรูปแบบของวรรณคดีสมัยสุโขทัยที่นิยมแต่งเป็นร้อยแก้ ว  มีสัมผัส  แต่วรรณคดีสมัยนี้นิยมแต่งเป็นร้อยกรอง
          ๓.  ผู้แต่ง  จะเป็นพระมหากษัตริย์ทรงพระราชนิพนธ์เอง หรือ โปรดให้ผู้อื่นแต่ง หรือเป็นบุคคลที่มีความรู้ในราชสำนักและจะไม่ปรากฏชัดเจนว่าผู้ ใดแต่ง
          วรรณคดีที่สำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น  ส่วนใหญ่มีเรื่องเกี่ยวกับศาสนพิธีและพิธีกรรมเกี่ยวกับพระมหาก ษัตริย์
   จึงมีเนื้อเรื่องคล้ายวรรณคดีสุโขทัย  ส่วนลักษณะการแต่งแตกต่างกับวรรณคดีสุโขทัยเป็นอย่างมาก   วรรณคดีในสมัยนี้แต่งด้วยร้อยกรองทั้งสิ้น  คำประพันธ์ที่ใช้มีเกือบทุกชนิด คือ โคลง ร่าย  กาพย์ และฉันท์ ขาดแต่กลอนส่วนใหญ่แต่งเป็นลิลิต ใช้คำบาลี สันสกฤตและเขมรเข้ามาปะปนในคำไทยมากขึ้น  วรรณคดีที่สำคัญในสมัยอยุธยาตอนต้น  ได้แก่

                                                                  ๑. ลิลิตโองการแช่งน้ำ
         
ลิลิตโองการแช่งน้ำบางทีเรียกว่า  ประกาศโองการแช่งน้ำ  หรือประกาศแช่งน้ำโคลงห้า  หนังสือเรื่องนี้เป็นวรรณคดีเรื่องเดียวในรัชสมัยสมเด็จพระรามา ธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ที่มีอยู่
ในปัจจุบันและต้นฉบับจารึกเป็นตัวอักษรขอม  สันนิษฐานว่าผู้แต่งคงจะเป็นพราหมณ์ผู้กระทำ
พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา  หรือพระราชพิธีศรีสัจจปานกาล  ในสมัยสมเด็จพระรามา
ธิบดีที่ ๑  พระราชพิธีนี้เป็นพระราชพิธีที่ข้าราชการทหาร  พลเรือนและเจ้าประเทศราช  แสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์  เป็นพระราชพิธีในราชสำนักขอมอันมีอินเดียเป็นต้นเค้า  ในสมัยรัชกาลที่ ๔  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างพระแสงศรปลัยวา ต  พระแสงศรอัคนิวาต  และพระแสงศรพรหมมาสตร์ขึ้น  และใช้พระแสงศรทั้ง ๓  องค์นี้  แทงน้ำตอนท้ายบทสรรเสริญเทพเจ้าแต่ละองค์

ผู้แต่ง  สันนิษฐานว่าแต่งในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง )
ประวัติ  ต้นฉบับเดิมที่เหลืออยู่เขียนด้วยอักษรขอม ข้อความที่เพิ่มขึ้นในรัชกาลที่๔ ตามหลักฐานซึ่งรัชกาลที่ ๕ ทรงยืนยันไว้ในพระราชพิธีสิบสองเดือน คือ "แทงพระแสงศรประลัยวาต"
"แทงพระแสงศรอัคนิวาต" และ "แทงพระแสงศรพรหมมาสตร์"
ทำนองแต่ง  มีลักษณะเป็นลิลิต คือ มีร่ายกับโคลงสลับกัน ร่ายเป็นร่ายโบราณ ส่วนโคลงเป็นโคลงแบบโคลงห้าหรือมณฑกคติ    ถ้อยคำที่ใช้ส่วนมากเป็นคำไทยโบราณ นอกจากนั้นมีคำเขมร และบาลี สันสกฤต ปนอยู่ด้วย คำสันสกฤตมีมากกว่าคำบาลี
ความมุ่งหมาย  ใช้อ่านในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาหรือพิธีศรีสัจปานกาล ซึ่งกระทำตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอู่ทองสืบต่อกันมาจนเลิกไป เมื่อประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบบประชาธิปไตย ใน พ.ศ. ๒๔๗๕
เรื่องย่อ   เริ่มต้นด้วยร่ายดั้นโบราณ ๓ บท สรรเสริญพระนารายณ์ พระอิศวร
  พระพรหมตามลำดับ ต่อจากนั้นบรรยายด้วยโคลงห้า และร่ายดั้นโบราณสลับกัน กล่าวถึงไฟไหม้โลกเมื่อสิ้นกัลป์แล้วพระพรหมสร้างโลกใหม่  เกิดมนุษย์  ดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  การกำหนดวัน เดือน ปี และการเริ่มพระราชาธิบดีในหมู่คน  แล้วอัญเชิญพระกรรมบดีปู่เจ้ามาร่วมเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ ตอนต่อไปเป็นการอ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรืองอำนาจอันมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เทพยดา อสูร ภูตปีศาจ ตลอดจนสัตว์มีเขี้ยวเล็บเป็นพยาน ลงโทษผู้คิดคดกบฏต่อพระเจ้าแผ่นดิน ส่วนผู้ซื่อตรงภักดี ขอให้มีความสุขและลาภยศ  ตอนจบเป็นร่ายยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน
ตัวอย่างในลิลิตโองการแช่งน้ำ
          สรรเสริญพระนารายณ์ 
โอมสิทธิสรวงศรแกล้ว  แผ้วมฤตยู  เอางูเป็นแท่น  แกว่นกลืนฟ้ากลืนดิน  บินเอาครุฑมาขี่  สี่มือถือสังข์จักร  คทาธรณีกีรุอวตาร  อสุรแลงลาญทัก  ททักคนีจรนาย(แทงพระแสงศรปลัยวาต)
          ไฟไหม้โลกเมื่อสิ้นกัลป์
               
                  นานาอเนกน้าวเดิมกัลป์                       จักร่ำจักรพาลเมื่อไหม้
                                  กล่าวถึงตระวันเจ็ดอันพลุ่ง                                   น้ำแล้งไข้ขอดหาย
                                                     เจ็ดปลามันพลุ่งหล้าเป็นไฟ               วาบจตุรบายแผ่นขว้ำ
                                   ชักไตรตรึงษ์เป็นเผ้า                                               แลบล้ำสิสอง
          สาปแช่งผู้คิดคดทรยศ
          จงมาสูบเอาเขาผู้บ่ซื่อ  ชื่อใครใจคด  ขบถเกียจกาย  ว่ายกะทู้ฟาดฟัด  ควานแกนมัดศอก     หอกคนเต้าเท้าหก  หลกเท้าให้ไปมิทันตาย  หงายระงมระงม  ยมบาลลากไป  ไฟนรกปลาบปลิ้นดิ้นพลาง  เขาวางเหนืออพิจี  ผู้บดีบซื่อ  ชื่อใครใจคดขบถต่อเจ้า  ผู้ผ่านเกล้าอยุธยา  สมเด็จพระรามาธิบดี  ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิศรราชาธิราช  ท่านมีอำนาจมีบุญ  คุณอเนกาอันอาไศรยร่ม
          ให้พรผู้ซื่อสัตย์
         
ใครซื่อเจ้าเติมนาง  ใครซื่อรางควายทอง  มิ่งเมืองบุญศักดิ์แพร่  เพิ่มช้างม้าแผ่วัวควาย  ใครซื่อฟ้าสองย้าวเรงยิน  ใครซื่อสินเภตรา  ใครซื่อใครรักษ์เจ้าจงยศ  กลืนชนมาให้ยืนยิ่ง  เทพายศล่มฟ้า  อย่ารู้อันตราย  ได้ใจกล้าดังเพชร  ขจายขจรอเนกบุญ  สมเด็จพระรามาธิบดี  ศรีสินทรบรมมหา  จักรพรรดิศรราชเรื่อยหล้า  สุขผ่านฟ้าเบิกสมบูรณ์พ่อสมบูรณ์
คุณค่าของหนังสือ
          ๑.  ด้านภาษาและสำนวนโวหาร  
ลิลิตโองการแช่งน้ำนี้เป็นลิลิตเรื่องแรกในประวัติวรรณคดีไทย  ใช้ถ้อยคำภาษาที่เก่า  มีคำภาษาเขมร บาลี สันสกฤต และคำไทยโบราณปนอยู่มาก  คำบางคำต้องสันนิษฐานความหมาย  ทำให้อ่านเข้าใจยาก  ทั้งนี้ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าคำมีความขลังและศักดิ์สิทธิ์  เกิดอารมณ์หวาดกลัว  ไม่กล้าคิดคดทรยศต่อพระเจ้าแผ่นดิน  ลิลิตโองการแช่งน้ำนี้จึงมีคุณค่า  สามารถใช้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้คำในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นได้
          ๒.  ด้านสังคมและวัฒนธรรม
               
๒.๑  ทางการปกครอง  เป็นวรรณคดีเกี่ยวกับพระราชพิธีแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษั ตริย์ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์   จึงเป็นวรรณคดีที่มีคุณค่าต่อระบอบการปกครองแบบราชาธิปไตย  เพราะเป็นการให้สัตย์สาบานว่าจะซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระมหากษ ัตริย์และบ้านเมือง  ทำให้เกิดความสามัคคีมีผลให้บ้านเมืองเป็นปึกแผ่น
                ๒.๒  ทางวัฒนธรรม  วรรณคดีเล่มนี้เป็นหลักฐานแสดงถึงการได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมจากข อมและอินเดีย  พิธีพราหมณ์ได้เข้ามาใช้ปะปนในพระราชพิธีต่าง ๆ และยังทำให้เห็นลักษณะการปกครองที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเ ทวราชอีกด้วย
                ๒.๓  ความเชื่อถือทางศาสนา  ลิลิตโองการแช่งน้ำนี้แสดงถึงอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ในพิธีสาปแ ช่งผู้ทุจิตโดยอาศัยอำนาจของเทวดาและภูตผี   ตามความเชื่อถือของพราหมณ์  ซึ่งเป็นศาสนาของอินเดียและพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยานี้ เป็นพิธีตามศาสนาพรามหมณ์  ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้ทรงนำพิธีทางพุทธศาสนามาเพิ่มเติมในภายหลัง
          ๓.  ด้านอิทธิพลต่อวรรณคดีอื่น  ลิลิตโองการแช่งน้ำ  เป็นวรรณคดีที่ใช้ในการสวดหรืออ่านโองการแช่งน้ำของพราหมณ์ผู้ท ำพิธี  ลิลิตโองการแช่งน้ำมีอิทธิพลต่อวรรณคดีสมัยหลัง  ทำให้กวีเกิดความบันดาลใจแต่งวรรณคดีเรื่องอื่นขึ้น  ได้แก่  โคลงพิธีถือน้ำแลคเชนทรัศวสนาน  พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เป็นวรรณคดีที่กล่าวถึงพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา  ดังโคลงว่า
                                          พระครูผู้พฤฒิแท้                            มหาศาล
                                   ประนมหัตถ์อ่านโองการ                     แช่งน้ำ
                                   ใครคดเทพจงผลาญ                               เผด็จชีพ  เสียนา
                                   แล้วจับศรจุ่มน้ำ                                         เสร็จถ้วนสามศร

                                                                   ๒.  มหาชาติคำหลวง
         
คำว่า “มหาชาติ” แปลว่า  พระชาติอันยิ่งใหญ่ หรือ พระชาติที่สำคัญ  หมายถึงเรื่องเวสสันดรชาดก  ซึ่งเป็นเรื่องของพระเวสสันดรโพธิสัตว์  ก่อนที่จะมาประสูติและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ในพระชาตินี้  พระโพธิสัตว์ได้ทรงบำเพ็ญบารมีครบ ๑๐  ประการ  เรียกว่า  “ทศบารมี”  คือ  ทานบารมี  ศีลบารมี  เนกขัมบารมี  ปัญญาบารมี  วิริยบารมี  อธิษฐานบารมี  สัจจบารมี  ขันติบารมี  เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี  จึงถือว่าเป็นพระชาติสำคัญ  เรียกว่า  “มหาชาติ”  เป็นพระชาติหนึ่งในทศชาติ  พุทธศาสนิกชนถือว่าทศชาตินั้นสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ถึงกับจดชื่อ ย่อของชาดกทั้งสิบไว้ท่องจำเพื่อเป็นสิริมงคล   เรียกว่า  “หัวใจพระเจ้าสิบชาติ”  หรือ  “หัวใจทศชาติ”  เรื่องมหาชาติ  เดิมแต่งเป็นภาษาบาลี  เป็นฉันท์ปัฐยาวัตร  มีทั้งหมด ๑,๐๐๐  คาถา จึงเรียกว่า “คาถาพัน”
          คำหลวง  หมายถึง  หนังสือที่มีลักษณะ ดังนี้
          ๑.  พระมหากษัตริย์ หรือ ราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ทรงพระราชนิพนธ์ หรือ โปรดให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตช่วยกันแต่งขึ้น
          ๒.  แต่งด้วยคำประพันธ์หลายชนิดมีทั้ง โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และร่าย  เช่น  มหาชาติ
คำหลวง  พระนลคำหลวง
          ๓.  แต่งได้ดีถูกต้องตามลักษณะฉันทลักษณ์  สามารถยึดเป็นแบบอย่างและสามารถสวดเข้าทำนองหลวงได้  หนังสือที่มีลักษณะการแต่งอย่างมหาชาติคำหลวง  เช่น นันโทปนันทสูตร
คำหลวง และพระมาลัยคำหลวง

ผู้แต่ง  หนังสือมหาชาติคำหลวง  เป็นหนังสือที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดให้นักปราชญ์ราชบัณฑิต ช่วยกันแปลจากมหาชาติภาษาบาลี  และแต่งขึ้นเป็นคำประพันธ์ประเภท  โคลง  ฉันท์  กาพย์  กลอน  และร่าย  ในปีขาล  จ.ศ. ๘๔๔  ตรงกับ พ.ศ. ๒๐๒๕  เมื่อคราวฉลองวัดพระศรีมหาธาตุ  เมือพิษณุโลก  แต่ไม่บอกนามผู้แต่ง  ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติว่า  “ศักราช ๘๔๔ ปีขาลศก  ท่านให้เล่นการมหรสพ ๑๕ วัน ฉลองวัดพระศรีมหาธาตุ  แล้วทรงนิพนธ์มหาชาติคำหลวงจนจบบริบูรณ์”
                เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า พ.ศ. ๒๓๑๐  มหาชาติคำหลวงได้สูญหายไป ๖ กัณฑ์ คือ กัณฑ์หิมพานต์  กัณฑ์ทานกัณฑ์  กัณฑ์จุลพน  กัณฑ์มัทรี  กัณฑ์สักกบรรพ และกัณฑ์ฉกษัตริย์  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  จึงโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๘  เป็นสำนวนที่ไพเราะใกล้เคียงกับของเดิม  มหาชาติคำหลวงจึงมีครบบริบูรณ์ทั้ง ๑๓ กัณฑ์
ประวัติ
   มหาชาติคำหลวงเป็นหนังสือมหาชาติฉบับภาษาไทย และเป็นประเภทคำหลวงเรื่องแรก เรื่องเกี่ยวกับผู้แต่งและปีที่ แต่งมหาชาติคำหลวง ปรากฏหลักฐานในเรื่องพงศาวดารฉบับคำหลวงกล่าวยืนยันปีที่แต่งไว ้ตรงกับมหาชาติคำหลวงเดิมหายไป ๖ กัณฑ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงมีพระบรมราชโองการให้พระราชาคณะและนักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งซ่ อมให้ครบ ๑๓ กัณฑ์ เมื่อจุลศักราช  ๑๑๗๖ (พุทธศักราช ๒๓๔๗)
ทำนองแต่ง
แต่งด้วยคำประพันธ์หลายอย่าง คือ โคลง ร่าย กาพย์ และฉันท์ มีภาษาบาลี แทรกตลอดเรื่อง  มหาชาติคำหลวงเรื่องนี้เป็นหนังสือประเภทคำหลวง   แต่งโดยนำภาษาบาลีซึ่งเป็นคำฉันท์ของเดิมมาตั้งสั้นบ้างยาวบ้าง  แล้วแปลแต่งเป็นภาษาไทยสลับกันไป  บางแห่งแต่งเป็นฉันท์  บางแห่งแต่งเป็นโคลง  บางแห่งแต่งเป็นกาพย์  แต่ส่วนมากแต่งเป็นร่ายยาว   พยายามให้ตรงกับฉบับเดิม  ไม่ได้ขยายตกแต่งเนื้อความให้พิสดารออกไปมากนัก
ความมุ่งหมาย  เพื่อใช้อ่านหรือสวดในวันสำคัญทางศาสนา เช่น วันเข้าพรรษา และอาจเรียกตามพระธรรมราชาลิไท ซึ่งพระราชนิพนธ์เรื่องไตรภูมิพระร่วง
          การแต่งมหาชาติคำหลวงนี้  มีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้อ่านหรือสวดให้อุบาสกอุบาสิกาฟัง  ไม่ได้ใช้สำหรับเทศน์  ประเพณีการสวดมหาชาติคำหลวงได้สืบกันมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์  ในพระราชพิธีเข้าพรรษาจะมีเจ้าหน้าที่  คือ  ขุนทินบรรณาการและขุนธารกำนัล  อันเป็นตำแหน่งในทำเนียบศักดินาพลเรือนกับผู้ช่วยอีก ๒ คน  ขึ้นนั่งเตียงในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  แล้วสวดมหาชาติคำหลวงเป็นทำนองอย่างเก่า  ถวายพระมหากษัตริย์ทรงสดับเวลาเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญกุศ ล  ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕  เมื่อมีการตั้งโรงเรียนแล้ว  ในเวลาเข้าพรรษา  กลางพรรษาและออกพรรษา  ตามปกติจะมีเจ้าหน้าที่มาสวดมหาชาติคำหลวงในพระอุโบสถ  และให้นักเรียนได้มาสวดกาพย์  เรื่องพระไชยสุริยา  เป็นทำนองต่าง ๆ ตามศาลารายรอบพระอุโบสถ  เรียกกันว่า
“สวดโอ้เอ้วิหารราย” (โอ้เอ้ศาลาราย)
เรื่องย่อ  เนื้อเรื่องแบ่งออกเป็น ๑๓ กัณฑ์  ได้แก่
          ๑.  กัณฑ์ทศพร  กล่าวถึงพระนางผุสดีชายาของพระอินทร์  รับพรสิบประการจากพระอินทร์ก่อนจุติจากสวรรค์ลงมาเป็นพระมารดาข องพระเวสสันดร
          ๒.  กัณฑ์หิมพานต์  กล่าวถึงพระนางมัทรีทูลพรรณนาป่าหิมพานต์ถวายพระเวสสันดรเมื่อพ ระองค์ถูกขับออกจากพระนครเพราะได้พระราชทานช้างปัจจัยนาเคนทร์ใ ห้แก่พราหมณ์เมือง
กลิงคราษฎร์

          ๓.  กัณฑ์ทานกัณฑ์  กล่าวถึงสตสดกมหาทานที่พระเวสสันดรทรงบริจาคก่อนเด็จออกจากพระน คร
          ๔.  กัณฑ์วนปเวสน์  กล่าวถึงพระเวสสันดรเด็จออกจากพระนครไปสู่ป่าใหญ่
          ๕.  กัณฑ์ชูชก  กล่าวถึงชูชกซึ่งเป็นต้นเหตุให้พระเวสสันดรได้ทรงบำเพ็ญบุตรทาน
          ๖.  กัณฑ์จุลพน  เป็นการกล่าวของพรานเจตบุตรพรรณนาป่าให้ชูชกฟัง
          ๗.  กัณฑ์มหาพน  เป็นการกล่าวของอัจจุตฤษี  พรรณนาป่าใหญ่ให้ชูชกฟังเพื่อชี้ทางไปพบพระเวสสันดร
          ๘.  กัณฑ์กุมาร  กล่าวถึงชูชกพบพระเวสสันดรทูลขอชาลี-กัณหา  พระเวสสันดรประทานสองกุมารแก่ชูชก
          ๙.  กัณฑ์มัทรี  กล่าวถึงพระนางมัทรีเสด็จกลับจากหาผลไม้ในป่าไม่พบสองกุมารก็เศ ร้าโศกจนสลบไป
          ๑๐.  กัณฑ์สักกบรรพ  พระอินทร์แปลงเป็นพราหมณ์ทูลขอพระนางมัทรีและประทานพร
๘ ประการให้แก่พระเวสสันดร
          ๑๑.  กัณฑ์มหาราช  ชูชกหลงทางพาสองกุมารเข้ากรุงสีพี  ทำให้พระเจ้ากรุงสญชัยได้พบสองกุมาร  จึงไถ่ตัวสองกุมารจากชูชก  ชูชกบริโภคเกินขนาดจนท้องแตกตาย  พระเจ้ากรุงสญชัยเด็จไปรับพระเวสสันดรกลับพระนคร
          ๑๒.  กัณฑ์ฉกษัตริย์  พระเจ้ากรุงสญชัย  พระนางผุสดี  พระเวสสันดร  พระนางมัทรี  ชาลี กัณหา พบกันต่างดีใจจนสลบ  พระอินทร์บันดาลให้ฝนโบกขรพรรษตกต้องกษัตริย์ทั้งหกจึ้งฟื้น
          ๑๓.  กัณฑ์นครกัณฑ์  พระเวสสันดรเสด็จกลับพระนครสีพี
ตัวอย่างมหาชาติคำหลวง
         
ปตฺตปฏิลาโภ  ปญฺจโม  วโร     อนนว่าข้าขอมีลูกชาย  จงฤาสายในแหล่งหล้า  เป็นพรคำรบ
                                                                   ห้าประการ  โสตแล
          อนุนฺนตกุจฺฉิตา  ฉฏฺโฐ  วโร     อนนว่าสวภาพท้องบมีทรวดเสมออก  เป็นพรคำรบหกสิ่งแล                                                                                                                              
          สงฺคีติโยว  สุยฺยเร     จักจั่นแลปักษี  ดุจดนตรีตระสักสวรรค์
          นชฺชุหา  โกกิลา        ภูลโตกดุเหว่าพรรณ  กรสัลถ้อใสสยงหวาน
          สมฺปตนฺติ  ทุมา  ทุมํ  รายรยงจับไม้แมก  ร้องขานแขกรลุงลาญ
          อวฺหยนฺเตว  คจฺฉนฺตํ   ไม้ไล่ใสใยงหวาน  สารดุจร้องรยกฝูงคน     (กัณฑ์มหาพน)
คุณค่าของหนังสือ
         ๑.  ด้านภาษาและสำนวนโวหาร 
มหาชาติคำหลวงเป็นหนังสือมหาชาติเล่มแรกและเป็นหนังสือประเภทคำ หลวงเล่มแรก  ภาษาไพเราะ  ได้รับรสวรรณคดีพร้อมมูลไม่ว่าจะเป็นการแสดงความรัก  ความอาลัย  และการชมธรรมชาติ  เพราะเป็นการประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตช่วยกันแต่ง  จึงต่างประกวดประชันฝีปากตน  การแปลก็พยายามรักษาความให้ตรงตามภาษาบาลีต้นฉบับเดิมมากที่สุด  นับว่าเป็นวรรณคดีชั้นเยี่ยมเล่มหนึ่ง  นักวรรณคดีมีความเห็นว่ากัณฑ์ทศพรมีสำนวนเก่า เช่น เชี้ย (เชื้อเชิญ) แต่งแง่ บ่าว เที้ยร กรรณเช้า (กระเช้า) กรช่าง(กระจ่าง) แพศยันดร(เวสสันดร) เป็นต้น  จึงอาจใช้ค้นคว้าศึกษาคำศัพท์โบราณและสำนวนภาษาในสมัยกรุงศรีอย ุธยาตอนต้นได้  นอกจากจะใช้ศึกษาวิวัฒนาการทางภาษาทั้งภาษาโบราณและคำแผลงในมัย นั้นแล้วยังเป็นตัวอย่างของการแต่งคำประพันธ์ในสมัยหลังด้วย   ตลอดจนตัวอย่างของการแปลภาษาบาลี  แล้วแต่งเป็นภาษาไทย  โดยวิธียกคาถาภาษาบาลีแล้วแปลทีละวรรค
          ๒.  ด้านความรู้ 
               
๒.๑  มหาชาติคำหลวงให้ความรู้เกี่ยวกับป่าหิมพานต์อันเป็นความเชื่อข องคนในสมัยนั้น
                ๒.๒  มหาชาติคำหลวงให้ความรู้เกี่ยวกับพรรณไม้  สัตว์ป่าต่าง ๆ
                ๒.๓  มหาชาติคำหลวงให้ความรู้ในด้านสถาปัตยกรรม  ได้แก่เรือนไทยซึ่งกล่าวถึงเรือนของชูกชก
          ๓.  ด้านสังคมและวัฒนธรรม
               
๓.๑  ทางการปกครอง  เป็นวรรณคดีที่ชี้ให้เห็นถึงการที่ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงในการ ปกครองบ้านเมืองของตน  และแสดงให้เห็นถึงความคิดในการปกครองแบบประชาธิปไตย
                ๓.๒  ทางวัฒนธรรม  มหาชาติคำหลวงช่วยให้เข้าใจวัฒนธรรมอินเดียโบราณและกวีได้สอดแท รกชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยสมัยนั้น   ตลอดจนความคิดความเชื่อลงในหนังสือเล่มนี้ 
จึงเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าคนไทยได้รับวัฒนธรรมของอินเดียมา  แต่ก็นำมาปรับปรุงตามความนิยมและชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย เช่น  การให้ทาน  การที่สามีเป็นใหญ่ในครอบครัว  การที่ภรรยาซื่อสัตย์ต่อสามี  ฯลฯ
          ๔.  ด้านอิทธิพลต่อวรรณคดีอื่น  มหาชาติคำหลวงทำให้เกิดการเทศน์มหาชาติซึ่งสมัยสมเด็จพระเจ้าทร งธรรมได้ทรงพระราชนิพนธ์กาพย์มหาชาติเพื่อใช้เทศน์มหาชาติจนเป็ นประเพณีสืบต่อมาจนทุกวันนี้

                                                                            ๓. ลิลิตยวนพ่าย
         
ลิลิตยวนพ่ายเป็นวรรณคดีประเภทสดุดีวีรกรรม  คำว่า “ยวน”  บางทีเรียกว่า  โยนก  หมายถึง  ไทยลานนา  คือ ชาวเมืองเชียงใหม่นั่นเอง  วรรณคดีเรื่องนี้เป็นเรื่องยอพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  ที่ทรงยกกองทัพไปตีเมืองฝ่ายเหนือได้ชัยชนะพระเจ้าติโลกราชเจ้า เมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๐๑๗  กวีจึงแต่งเพื่อสดุดีชัยชนะครั้งนั้น
ผู้แต่ง   ลิลิตยวนพ่ายไม่ปรากฏนามผู้แต่งและไม่ทราบว่าแต่งเมื่อใด  แต่โดยทางสำนวนโวหารแล้วเป็นสำนวนเก่าแก่มาก  ผู้แต่งจะต้องมีความรู้เรื่องวรรณคดีสันสกฤตและพงศาวดารอย่างดี  จึงสามารถแต่งได้ละเอียดยิ่ง  ส่วนความเห็นเกี่ยวกับสมัยที่แต่ง  นายเปลื้อง ณ นคร  ได้กล่าวไว้ในหนังสือประวัติวรรณคดีไทยสำหรับนักศึกษาว่า  มีความเห็นเกี่ยวกับสมัยที่แต่งเป็น ๒ อย่าง คือ  อย่างหนึ่งว่าแต่งในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  อีกอย่างหนึ่งว่าแต่งในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (พ.ศ. ๒๐๓๔-๒๐๗๒)  ส่วนสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพประทานความเห็นไว้ในคำอธิบายหนังสือเล่มน ี้ว่า  น่าจะแต่งในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒
ประวัติ  สันนิษฐานแต่งในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ราว พ.ศ. ๒๐๑๗ ซึ่งเป็นปีเสร็จศึกจากเมืองเชียงชื่น แต่ความเห็นอีกประการหนึ่งว่า แต่งในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒
 (พ.ศ.๒๐๓๔ - ๒๐๗๒)
ทำนองแต่ง แต่งเป็นลิลิตดั้น ประกอบด้วยร่ายดั้นและโคลงดั้นบาทกุญชร ร่ายดั้น ๒ บท และโคลงดั้นบทกุญชร ๓๖๕ บท
ความมุ่งหมาย  เพื่อยอพระเกียรติของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และสดุดีชัยชนะที่มีต่อเชียงใหม่
เรื่องย่อ
   ตอนต้นกล่าวนมัสการพระพุทธเจ้าและนำหัวข้อธรรมมาแจกแจงทำนองยกย ่องสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถว่า ทรงคุณธรรมข้อนั้น ๆ กล่าวถึงพระราชประวัติ ตั้งแต่ประสูติจนได้ราชสมบัติ   ต่อมาเจ้าเมืองเชียงชื่น(เชลียง)เอาใจออกห่าง   นำทัพเชียงใหม่มาตีเมืองชัยนาท แต่ถูกสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถตีแตกกลับไป และยึดเมืองสุโขทัยคืนมาได้ แล้วประทับอยู่เมืองพิษณุโลก   เสด็จออกบวชชั่วระยะหนึ่ง ต่อจากนั้นกล่าวถึงการทำสงครามกับเชียงใหม่อย่างละเอียดค  แล้วบรรยายเหตุการณ์ทางเชียงใหม่ ว่าพระเจ้าติโลกราชเสียพระจริต ประหารชีวิตหนานบุญเรืองราชบุตร และหมื่นดังนครเจ้าเมืองเชียงชื่น   ภรรยาหมื่นดังนครไม่พอใจ ลอบมีสารมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของสมเด็จสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแ ละขอกองทัพไปช่วย   พระเจ้าติโลกราชทรงยกทัพมาป้องกันเมืองเชียงชื่น เสร็จแล้วเสด็จกลับไปรักษาเมืองเชียงใหม่ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงกรีธาทัพหลวงขึ้นไปรบ  ตีเชียงใหม่พ่ายไป  ได้เมืองเชียงชื่นคืน   ตอนสุดท้ายสรรเสริญพระบารมีสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถอีกครั้งหนึ่ง


ตัวอย่างในลิลิตยวนพ่าย
                 พระราชประวัติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

                                                                        แถลงปางมาตุไท้                    สมถภ  ท่านนา
                                                     แดนต๋บลพระอุทัย                                   ทุ่งกว้าง
                                                     แถลงปางเกลื่อนพลรบ                         เรืองเดช
                                                     เอามิ่งเมืองได้ง้าง                                    แง่บร
                 ยอพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
                                                                       
ชยชยอำนาจท้าว                    คือราม
                                                     รอนราพล่วงลงกา                                   แผ่นแผ้ว
                                                    ชยชยดิ่งติดตาม                                         มารมารค  น้นนฤา
                                                    ชยอำนาจได้แก้ว                                      ครอบครอง
          ความจงรักภักดีของพระมหากษัตริย์
                                                                      
ข้าไทธิเบศผู้                             ใดใด  ก็ดี
                                                    ตายเพื่อภักดีโดย                                      ชื่อพร้อม
                                                     คือคนอยู่เปนใน                                      อิธโลกย
                                                     บรโลกยนางฟ้าล้อม                               เลอศอินทร
                                                                      ทวยใดเจ้าเกื้อโภค                 ภูลมี  ม่งงนา
                                  ครั้นบถวิลภักดี                                          แต่เจ้า
                                  ชื่อยืนอยู่แสนปี                                         เปนคู่  ตายนา
                                                    ตายก็มิได้เข้า                                              ข่วงน้ำนรกานต
คุณค่าของหนังสือ
         ๑.  ด้านภาษาและสำนวนโวหาร 
ลิลิตยวนพ่ายเป็นวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติเล่มแรก  ในเชิงกวี  มีบทพรรณนาโวหารที่ไพเราะ  สละสลวยด้วยอรรถรสที่ก่อให้เกิดความซาบซึ้ง  เป็นโวหารที่ภาคภูมิสมกับที่เป็นหนังสือเฉลิมพระเกียรติพระมหาก ษัตริย์และดีเด่นด้วยความคิด  ดังโคลงที่เปรียบว่า 
“บทกลอนที่ใช้ภาษาสยามร้อยกรองขึ้นนี้ก็คือมาลัยสวรรค์อันงดงาม  ปัญญาที่ใช้แต่งเฉลิมพระเกียรติอันไพศาล  ก็คือไหมที่ร้อยพวงมาลัยนี้”  ดังโคลงที่ว่า
                                                                       สารสยามภาคพร้อง              กลกานท์  นี้ฤา
                                  คือคู่มาลาสวรรค์                                      ช่อช้อย
                                                    เบญญาพิศาลแสดง                                 เดอมกยรติ  พระฤา
                                  คือคู่ไหมแสร้งร้อย                                  กึ่งกลาง
          หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเก่ามาก  มีภาษาโบราณและใช้ศัพท์สันสกฤตแผลงมาก  เช่นเดียวกับมหาชาติคำหลวง  มีคำจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าใจความหมายได้  แต่ก็มีความไพเราะสละสลวย  จึงเป็นหนังสือที่ใช้ค้นคว้าทางภาษาในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นไ ด้
          ๒.  ด้านความรู้และด้านอารมณ์
               
๒.๑  ความรู้ด้านประวัติศาสตร์  เป็นหนังสือที่บรรยายเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ได้ละเอียดกว่าพ งศาวดาร  เช่น พระราชประวัติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  การทำสงครามกับ
พระเจ้าติโลกราช  เป็นต้น  และเป็นหนังสือที่แต่งในระยะใกล้เคียงกับเหตุการณ์จึงเป็นหลักฐ านทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือได้
                ๒.๒  ความรู้ด้านภูมิศาสตร์  ทำให้เข้าใจสภาพภูมิศาสตร์ของเมืองเชียงชื่นว่ามีคลอง
บางเม็งและแม่น้ำยมไหลผ่าน  และมีภูเขาล้อม ๓ ด้าน  จึงเป็นเสมือนคูเมืองและกำแพงเมืองทางธรรมชาติ
                ๒.๓  ความรู้ด้านการสงครามสมัยโบราณ  ทำให้เห็นสภาพการรบทัพจับศึกทั้งทางบกและทางน้ำ  การรบบนหลังช้างหลังม้า  และการใช้อาวุธสมัยโบราณ
                ๒.๔  ความรู้ด้านวรรณคดีอินเดียโบราณ  กล่าวถึง พระราม  พระอรชุน และเทพเจ้าของอินเดีย  แสดงอิทธิพลของวรรณคดีอินเดียที่ทีต่อวรรณคดีไทย
                ๒.๕  ด้านอารมณ์  ให้ความรู้สึกและอารมณ์แห่งความพอใจ  เช่น  การชมกองทัพ  ชมอาวุธ และอารมณ์ไม่พอใจ เช่น  การรบที่น่าหวาดเสียว  เป็นต้น
          ๓.  ด้านสังคม  ลิลิตยวนพ่ายให้คติธรรมในการดำเนินชีวิตในสังคม  เน้นค่านิยมเชิงสังคมเกี่ยวกับความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์  ทำให้ได้รับความสุขและการสรรเสริญ  และให้มีความกล้าหาญในการรบเพื่อประเทศชาติ
          ๔.  ด้านอิทธิพลต่อวรรณคดีอื่น  ลิลิตยวนพ่ายมีอิทธิพลต่อความคิดของกวีรุ่นหลังที่จะแต่งหนังสื อเฉลิมพระเกียรติต่าง ๆ เช่น  ลิลิตตะเลงพ่าย  โคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  เป็นต้น

                                                                  ๔. ลิลิตพระลอ  
          ลิลิตพระลอ เป็นนิยายท้องถิ่นของไทยภาคเหนือ  เข้าใจกันว่าเป็นเรื่องจริง  ในหลักฐานพงศาวดารกล่าวว่า  พระลอเป็นคนสมัยเดียวกับท้าวฮุ่ง  จึงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ.๑๖๑๖-๑๖๙๓  และยังสันนิษฐานกันว่า  เมืองสรองคงจะเป็นตอนเหนือของอำเภอ
ร้องกวาง  จังหวัดแพร่  ส่วนเมืองสรวงคงจะเป็นเขตอำเภอแจ้ห่ม  จังหวัดลำปาง
          ลิลิตพระลอ  เป็นวรรณคดีสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของไทย  วรรณคดีสโมสรยกย่องให้เป็นยอดวรรณคดีประเภทลิลิต  ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้แต่งและแต่งเมื่อใด  มีผู้สนใจศึกษาค้นคว้าหาหลักฐานเกี่ยวกับผู้แต่งและระยะเวลาในก ารแต่งแต่ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าแต่งในสมัยใด   ระหว่างสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ   สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒  หรือสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช


ผู้แต่ง
    อาจเป็นรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ(พ.ศ.๒๐๑๗)หรือสมเด็จพระนาร ายณ์มหาราช(พ.ศ. ๒๒๐๕)
ทำนองแต่ง   เป็นคำประพันธ์ประเภทลิลิตสุภาพ ประกอบด้วยร่ายสุภาพและโคลงสุภาพเป็นส่วนใหญ่ บางโคลงมีลักษณะคล้ายโคลงดั้นและโคลงโบราณ และร่ายบางบทเป็นร่ายโบราณ  บางบทแต่งได้ไพเราะถูกต้องตามฉันทลักษณ์บังคับจนเป็นตัวอย่างได ้

 ความมุ่งหมาย   แต่งถวายพระเจ้าแผ่นดิน เพื่อให้เป็นที่สำราญพระราชหฤทัย
เรื่องย่อ
   เมืองสรวงและเมืองสรองเป็นศัตรูกัน พระลอ  กษัตริย์เมืองสรวงทรงพระสิริโฉมยิ่งนัก จนเป็นที่ต้องพระทัยของพระเพื่อนพระแพงราชธิดาของท้าวพิชัยพิษณ ุกร  กษัตริย์แห่งเมืองสรอง นางรื่นนางโรย  พระพี่เลี้ยงได้ขอให้ปู่เจ้าสมิงพรายช่วยทำเสน่ห์ให้พระลอเสด็จ มาเมืองสรวง   เมื่อพระลอต้องเสน่ห์ได้ตรัสลาพระนางบุญเหลือพระราชมารดา และนางลักษณวดีมเหสี เสด็จไปเมืองสรองพร้อมกับนายแก้วนายขวัญพระพี่เลี้ยง  พระลอทรงเสี่ยงทายน้ำที่แม่น้ำกาหลง ถึงแม้จะปรากฏรางร้ายก็ทรงฝืนพระทัยเสด็จต่อไป ไก่ผีของปู่เจ้าสมิงพรายล่อพระลอกับนายแก้วนายขวัญไปจนถึงสวนหล วง   นางรื่นนางโรยพี่เลี้ยงของพระเพื่อนพระแพง  ออกอุบายลอบนำพระลอกับนายแก้วนายขวัญไปไว้ในตำหนักของพระเพื่อน พระแพง   ท้าวพิชัยพิษณุกรทรงทราบเรื่องก็ทรงพระเมตตารับสั่งจะจัดการอภิ เษกพระลอกับพระเพื่อนและพระแพงให้    แต่พระเจ้าย่าเลี้ยงของพระเพื่อนพระแพงยังทรงพยาบาทพระลอ   อ้างรับสั่งท้าวพิชัยพิษณุกรตรัสสั่งใช้ให้ทหารไปรุมจับพระลอ พระเพื่อนพระแพงและพี่เลี้ยง   พระลอ  พระเพื่อน  พระแพง และพี่เลี้ยงทั้งสี่ช่วยกันต่อสู้จนสิ้นชีวิตทั้งหมด   ท้าวพิชัยพิษณุกรพิโรธพระเจ้าย่าและทหาร   รับสั่งให้ประหารชีวิตทุกคน   พระนางบุญเหลือทรงส่งทูตมาร่วมงานพระศพกษัตริย์ทั้งสาม ในที่สุดเมืองสรวงและเมืองสรองก็กลับมาเป็นไมตรีต่อกัน
ตัวอย่างในลิลิตพระลอ
                 ความรักของแม่ที่มีต่อลูก                   
แต่น้อยแม่พร่ำเลี้ยง               รักษา  พ่อนา
                                                    จนเจริญชนมา                                           ตราบได้
                                                                      สมบัติผ่านภูวดา                                       ถวัลย์ราช
                                                                      ฤาพ่อจำจากให้                                         แม่นี้ตรอมตาย
          ความรักระหว่างชู้กับเมีย และเมียกับแม่               ร้อยชู้ฤาเท่าเนื้อ   เมียตน
                                                                      เมียแล่พันฤาดล                      แม่ได้
                                                                                        ทรงครรภ์คลอดเป็นคน      ฤาง่าย  เลยนา
                                                                      เลี้ยงยากนักท้าวไท้                ธิราชผู้มีคุณ


          ธรรมะในศาสนา                                            ใดใดในโลกล้วน                  อนิจจัง
                                                     คงแต่บาปบุญยัง                                      เที่ยงแท้
                                                     คือเงาติดตัวตรัง                                       ตรึงแน่น  อยู่นา
                                                                        ตามแต่บาปบุญแล้                                   ก่อเกื้อรักษา
          ชมธรรมชาติ                                  ลางลิงลิงลอดไม้                    ลางลิง   
                                                    แลลูกลิงลงชิง                                           ลูกไม้
                                                    ลิงลมไล่ลมติง                                           ลิงโลด  หนีนา
                                                   แลลูกลิงลางไหล้                                     ลอดเลี้ยวลางลิง
          ชมโฉม                                              โฉมสองเหมือนหยาดฟ้า  ลงดิน
                                 
งามเงื่อนอัปสรอินทร์                            สู่หล้า
                                                    อย่าคิดอย่าควรถวิล                                  ถึงยาก  แลนา
                                                    ชมยะแย้มทั่วหน้า                                    หน่อท้าวมีบุญ
คุณค่าของหนังสือ
          ๑.  ด้านภาษาและสำนวนโวหาร 
วรรณคดีเรื่องนี้มีสำนวนโวหารไพเราะ  เนื้อเรื่องดี  การใช้ถ้อยคำปลุกอารมณ์ผู้อ่านได้ดีทั้งอารมณ์โศก  อารมณ์เคียดแค้น  อารมณ์รักและอารมณ์กล้าหาญ 
ผู้แต่งถือหลักว่ามนุษย์มีทั้งรัก โลภ โกรธ หลง อยู่เป็นประจำตามวิสัยของมนุษย์ปุถุชนทั่วไป 
ตัวละครจึงมีชีวิตเลือดเนื้อเจือด้วยความรัก  ความโลภ  ความโกรธ และความหลง  ดังเช่น  พระนางบุญเหลือมีความรักลูก  ท้าวพิชัยพิษณุกรมีใจนักเลงไม่อาฆาตพยาบาท  พระเจ้าย่ามีความเคียดแค้น  เป็นต้น  หนังสือลิลิตพระลอเป็นหนังสือที่มีคุณค่า   ใช้ถ้อยคำไพเราะกินใจดี  มีความเปรียบเทียบ
ที่คมคาย  จับใจผู้อ่าน  สมดังที่กล่าวไว้ในตอนต้นเรื่องว่า 
“ใครฟังย่อมใหลหลง  ฤาอิ่ม  ฟังนา”  โคลงบางบทได้รับการยกย่องว่าเป็นโคลงครูมาแต่โบราณ  ได้แก่โคลง  “เสียงฤาเสียงเล่าอ้าง  อันใด  พี่เอย”  การใช้ภาษามีถ้อยคำรุ่นเก่าปะปนอยู่มาก  เช่นเดียวกับมหาชาติคำหลวงและลิลิตยวนพ่าย  ทำให้สามารถใช้ศึกษาการใช้คำในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นได้
          ๒.  ด้านความรู้  ลิลิตพระลอให้ความรู้ด้านต่าง ๆ หลายประการ  ได้แก่
                ๒.๑  ความรู้ด้านตำนานพื้นเมือง  ลิลิตพระลอเป็นตำนานพื้นเมืองของไทยภาคเหนือ  ฉะนั้นจึงให้ความรู้เกี่ยวกับตำนานหรือนิยายพื้นเมืองแก่ผู้อ่า น
                ๒.๒  ความรู้ด้านโบราณคดี  ลิลิตพระลอเป็นตำนานพื้นเมืองที่เกิดขึ้นในจังหวัดแพร่และจังหว ัดลำปาง  ฉะนั้น  สถานที่ของตำนานเรื่องนี้จึงอยู่ที่จังหวัดทั้งสอง  สันนิษฐานกันว่าเมืองสรองคงอยู่ทางตอนเหนือของอำเภอร้องกวาง  จังหวัดแพร่  ส่วนเมืองสรวงคงเป็นเมืองในเขตอำเภอ
แจ้ห่ม  จังหวัดลำปาง  และยังให้ความรู้เกี่ยวกับชื่อสถานที่  แม่น้ำ  ตลอดจนมีเจดีย์  ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเจดีย์บรรจุอัฐิพระลอและพระเพื่อนพระแพง
                ๒.๓  ความรู้ด้านการรบ  วรรณคดีเรื่องนี้ให้ความรู้เกี่ยวกับการรบและการต่อสู้สมัยโบรา ณ  มีการใช้อาวุธต่าง ๆ ดังร่ายว่า
“ผันเข้าคลุกรุกรบ  หลบหลีกปืนบได้ดอก  หลบหลีกหอกบ่ได้ต้อง  เขาเร่งซ้องเป็นยะยุ่ง  ซ้องหอกพุ่งยะย้าย  ข้างซ้ายเร่งมาหนา  เข้าทุกปลากรุกโรม  สองนายโจมฟั่นเฟื่อง  เครื่องพลัดตัวหัวขาด  เขาก็สาดศรยึง  ตรึงนายแก้วยะยัน”
          ๓.  ด้านสังคมและวัฒนธรรม 
               
๓.๑  การปกครอง  ลิลิตพระลอแสดงให้เห็นถึงลักษณะการปกครองสมัยโบราณ  เมืองทั้งหลายต่างก็เป็นอิสระต่อกัน  มีเจ้าผู้ครองนคร  ดังเช่นเมืองสรองและเมืองสรวง
               
๓.๒  ชีวิตความเป็นอยู่  ลิลิตพระลอสะท้อนให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่และสภาพสังคมสมัยนั้น  เช่น  การตั้งครรภ์และเลี้ยงลูก  ดังโคลงว่า
                                                                                         สิบเดือนอุ้มท้องพระ          ลอลักษณ์
                                                                      สงวนบ่ลืมตนสัก                   หนึ่งน้อย
                                                    ตราบพระปิ่นไตรจักร                            เสด็จคลอด  มานา
                                                   ถนอมอาบอุ้มคล้อยคล้อย                     ลูบเลี้ยงรักษา
         
นอกจากจะกล่าวถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่แล้ว  ยังแสดงให้เห็นถึงสภาพของสังคม  เช่น  การนับถือผี  เชื่อไสยศาสตร์  มีการทำเสน่ห์  เป็นต้น  ดังร่ายว่า 
“ผีบันดาลไฟคละคลุ้ม  ให้ควันกลุ้มเวหา  ด้วยแรงยาแรงมนต์”
                ๓.๓  ความเชื่อในศาสนา  ลิลิตพระลอ  ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อในพุทธศาสนา  เช่น  ความเชื่อในกฎแห่งกรรม  ดังโคลงว่า                         ถึงกรรมจักอยู่ได้                    ฉันใด  พระเอย
                                                                      กรรมบ่มีมีใคร                                           ฆ่าข้า
                                                    กุศลส่งสนองไป                                      ถึงที่  สุขนา
                                                                      บาปส่งจำตกช้า                                         ช่วยได้ฉันใด
                ๓.๔  ขนบธรรมเนียมประเพณี  วรรณคดีเรื่องนี้เป็นเรื่องทางภาคเหนือ  จึงมีวัฒนธรรมประเพณีทางภาคเหนืออยู่มาก เช่น  การขับซอยอยศและยังมีประเพณีการทำศพในสมัยโบราณ  ดังเช่น  การทำศพของพระลอ  พระเพื่อนพระแพง  เป็นต้น
                ๓.๕  คติธรรม  ลิลิตพระลอให้คติธรรมในการดำเนินชีวิตหลายประการ  เช่น  กล่าวถึงธรรมะของผู้ใหญ่  ดังเช่นในร่ายว่า 
“อย่าให้ยากแก่ใจไพร่  ไต่ความเมืองจึงตรง  ดำรงพิภพให้เย็น  ดับเข็ญนอกเข็ญใน”
          ๔.  ด้านอิทธิพลต่อวรรณคดีอื่น
               
๔.๑  ลิลิตพระลอเป็นตัวอย่างของการแต่งคำประพันธ์ในยุคหลัง  กวียุคหลังถือโคลงในลิลิตพระลอเป็นแบบอย่างของการแต่งคำประพันธ ์ที่ถูกต้องตามหลักฉันทลักษณ์  เช่น  พระโหรา
ธิบดี  ได้นำโคลงไปไว้ในหนังสือจินดามณี  ได้แก่ โคลง
“เสียงฤาเสียงเล่าอ้าง  อันใด  พี่เอย”  โคลงบางบทดีเด่นในเรื่องการเล่นสัมผัสอักษร  การเดินทางของพระลอมีลีลาแบบนิราศ  เช่นเดียวกับการเดินทางของพระมหาอุปราชในลิลิตตะเลงพ่าย  มีลีลาเป็นนิราศเช่นเดียวกับลิลิตพระลอ  และโคลงบางบทถือเป็นครูของวรรณคดียุคหลัง  เช่น  บุญเจ้าจอมโลกเลี้ยง   โลกา (ลิลิตพระลอ)
                                                                                            บุญเจ้าจอมภพพื้น   แผ่นสยาม  (ลิลิตตะเลงพ่าย)
                                                                      เล็บมือนางนี้ดั่ง     เล็บนาง  เรียมนา (ลิลิตพระลอ)
                                                                      เล็บมือนางนี้หนึ่ง     นขา  นางฤา  (ลิลิตตะเลงพ่าย)
                ๔.๒  การสร้าสรรค์วรรณคดีอื่นและสิ่งบันเทิงใจด้านต่าง ๆ  ลิลิตพระลอทำให้มีวรรณคดีเรื่องอื่น ๆ เช่น  บทละครเรื่องพระลอนรลักษณ์  ของสมเด็จพระวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพย์  ในรัชกาลที่ ๓,  บทละครเรื่องพระลอ  ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระนราธิปพันธ์พงศ์  สำนวนหนึ่ง  และบทละครเรื่องพระลอ  ของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน  กุญชร)  อีกสำนวนหนึ่ง  ในสมัยรัชกาลที่ ๕  พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร  ทรงแปลพระลอเป็นบทละครภาษาอังกฤษ ชื่อ
The  Magic  Lotus            ส่วนทางภาคเหนือมีโคลงพระลอสอนโลก  และซอเรื่องพระลอ (คำว่า “ซอ” เป็นบทลำนำของไทยภาคเหนือ) นอกจากนั้นยังมีภาพเขียน  บทเพลง  ภาพยนตร์  เกี่ยวกับเรื่องพระลออีกด้วย

                                                                     ๕. โคลงกำสรวล
              โคลงกำสรวลนี้  บางทีเรียกว่า  กำสรวลโคลงดั้นบ้าง หรือ กำสรวลศรีปราชญ์บ้าง  เพราะสันนิษฐานกันว่า  ศรีปราชญ์เป็นผู้แต่งเมื่อคราวถูเนรเทศไปยังเมืองนครศรีธรรมราช  เพื่อแสดงความอาลัยหญิงที่ตนรัก  เหตุที่เข้าใจว่าศรีปราชญ์เป็นผู้แต่งเพราะมีคำกล่าวนามศรี  หลายแห่งในคำโคลง เช่น                                                      ศรีมาเทวษสร้อย                   สงสาร
                                  ทุกย่านอกฟูนไฟ                                     น่าน้อง
                                                    ศรีมาองงคารฉมกก                                 ฉมวยใหญ่
                                                    แลรบคดไล้ท้อง                                       ทุ่งเขียว
          อย่างไรก็ตามหนังสือเล่มนี้  สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้เมื่อคราวพิมพ์หนังสือโคลงนิราศหริภุญไชย พ.ศ.๒๔๖๗  ว่า 
“มีนิราศเรื่องอื่นที่แต่งใกล้ยุคกัน คือ โคลงกำสรวล กับ โคลงทวาทศมาศ”  ฉะนั้นตามความคิดเห็นของพระองค์  ท่านทรงเห็นว่า  โคลงกำสรวลเป็นหนังสือที่แต่งในยุคเดียวกับโคลงนิราศหริภุญไชย  และโคลงทวาทศมาส  ส่วน ม.ร.ว.สุมนชาติ  สวัสดิกุล  ได้กล่าวไว้ในหนังสือวรรณคดี พ.ศ. ๒๔๙๐ ว่า “กำสรวลโคลงดั้นนั้นอายุเก่ากว่าอนุรุทธคำฉันท์ ถึง ๒๐๐ ปี  กำสรวลโคลงดั้น เป็นหนังสือที่เห็นชัด ๆ ว่า อยู่ในสมัยอยุธยาสมัยแรก  คือ สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  ทั้งถ้อยคำสำนวนไม่มีที่เถียงเลย  เทียบได้กับยวนพ่าย  พระลอ และมหาชาติคำหลวง”  นักวรรณคดีสมัยหลังต่างมีความเห็นว่า  โคลงกำสรวลเป็นหนังสือที่แต่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น  และมิใช่ผลงานของศรีปราชญ์  เพราะถ้อยคำสำนวนเก่าแก่มากกว่าหนังสืออนุรุทธคำฉันท์  ซึ่งแต่งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  คำที่ใช้เป็นภาษายุคเดียวกับมหาชาติคำหลวงและลิลิตยวนพ่าย  จึงสันนิษฐานว่า  อาจแต่งในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒
ผู้แต่ง
  ศรีปราชญ์
ทำนองแต่ง   แต่งด้วยโคลงดั้นบาทกุญชร บทแรกเป็นร่ายดั้น มีร่าย ๑ บท โคลงดั้น ๑๒๙ บท
ความมุ่งหมาย เพื่อแสดงความอาลัยคนรัก ซึ่งผู้แต่งต้องจากคนรักไป
เรื่องย่อ
   เริ่มด้วยร่ายสดุดีกรุงศรีอยุธยาว่ารุ่งเรืองงดงาม เป็นศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนา ราษฎรสมบูรณ์พูนสุข   ต่อจากนั้นกล่าวถึงการที่ต้องจากนาง แสดงความห่วงใย ไม่แน่ใจว่าควรจะฝากนางไว้กับผู้ใด  เดินทางผ่านตำบลหนึ่ง ๆ ก็รำพันเปรียบเทียบชื่อตำบลเข้ากับความอาลัยที่มีต่อนาง ตำบลที่ผ่าน เช่น บางกะจะ เกาะเรียน ด่านขนอน บางไทรนาง  บางขดาน ย่านขวาง ราชคราม
ทุ่งพญาเมือง ละเท เชิงราก
  นอกจากนี้ได้นำบุคคลในวรรณคดีมาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในชีวิต ของตน เกิดความทุกข์ระทมที่ยังไม่พบนาง   อย่างบุคคลในวรรณคดีเหล่านั้น โดยกล่าวถึง พระรามกับนางสีดา พระสูตรธนู(สุธนู)กับนางจิระประภา และพระสมุทรโฆษกกับนางพินทุมดี    ว่าต่างได้อยู่ร่วมกันอีก ภายหลังที่ต้องจากกันชั่วเวลาหนึ่ง การพรรณนาสถานที่สิ้นสุดลงโดยที่ไม่ถึงนครศรีธรรมราช
ตัวอย่างโคลงกำสรวล
                 ชมเมือง                                    
อยุธยายศยิ่งฟ้า                       ลงดิน  แลฤา
                                                   อำนาจบุญเพรงพระ                              ก่อเกื้อ
                                                    เจดีย์ลอออินทร                                         ปราสาท
                                                   ในทาบทองแล้วเนื้อ                              นอกโสม
                                                                      พระพรายพระธาตุเจ้า        จยรนนทร  แจ่มแฮ
                                                   ไตรโลกเลงคือโคม                                  ค่ำเช้า
                                   พิหารรบยงบรรพ                                    รุจิเรข  เรืองแฮ
                                  ทุกแห่งห้องพระเจ้า                               น่งงเนือง
                 กล่าวถึงนางอันเป็นที่รัก                     หน้าเจ้าชู้ช้อยฉาบ                 แรมรกก
                                                                      สารสื่อมาพลางลืม                                   แล่นให้
                                                                      บาศรีจุฬาลักษณ                                      เสาวภาคย  กูเออย
                                                                      รยมรยกฝูงเข้าใกล้                                   ส่งงเทา
                 การฝากนาง                             โฉมแม่จกกฝากฟ้า                เกรงอินทร  หยอกนา
                                                     อินทรท่านเทอกเอา                                 สู่ฟ้า
                                                    โฉมแม่จกกฝากดิน                                  ดินท่าน  แล้วแฮ
                                  ดินท่าขดดเจ้าหล้า                                   สู่สํสองสํ


                 เปรียบเทียบตัวละครในวรรณคดี                     ผยองม้ามณีกากเกื้อ               ฤทธี  ก็ดี
                                                                                        สองสู่สองเสวยรํย                                   แท่นไท้
                                                                      เพรงพินธุมดีพรดด                                 พระโฆษ
                                                                                        ขอนขาดสองหว้าวไส้                            จักจยร
                                                                                                          พร่ำพบมาโนชเนื้อ               นางเมือง
                                                                                        สองสู่สํมณเทียร                                       แท่นแก้ว
                                                                                         เท่าบาเปล่าเปลืองอก                             ในอ่อน  อวลแม่
                                                                                         สองพรากพรดดแคล้ว                           ช่ำเงือง
                 สารสั่ง                                      สารนี้นุชแนบไว้                   ในหมอน
                                                     อย่าแม่อย่าควรเอา                                   อ่านเหล้น
                                                     ยามนอนนาฏเอานอน                           เป็นเพื่อน
                                                     ค่ำคืนฤาได้เว้น                                          ว่างใด
คุณค่าของหนังสือ
          ๑.  ด้านภาษาและสำนวน 
โคลงกำสรวลเป็นหนังสือประเภทโคลงนิราศที่มีคำบาลี  สันสกฤต คำเขมร และคำโบราณปนอยู่มาก  วิธีเขียนหนังสือเป็นแบบโบราณ  เช่น  สู่สมสองสม  เขียนเป็น  สู่สํสองสํ  เสวยรมย์  เขียนเป็น  เสวยรํม  จัก  เขียนเป็น จกก  จึงอาจใช้เป็นแนวทางการศึกษาค้นคว้าด้านภาษา และการเปลี่ยนแปลงรูปศัพท์และความหมายได้  นอกจากนั้น  โคลงกำสรวลยังเป็นหนังสือที่มีความไพเราะ  มีสัมผัสในที่ไพเราะยิ่ง  สำนวนโวหารโลดโผนและ
คมคายน่าฟัง  ชวนให้เกิดอารมณ์คล้อยตาม  การใช้ถ้อยคำมีความหมายเด่นชัด กินความลึกซึ้ง 
การพรรณนาแจ่มแจ้งทำให้เกิดจินตภาพและยังรักษาข้องบังคับเคร่งค รัดตามหลักฉันทลักษณ์  โวหารเปรียบเทียบดี  เป็นตัวอย่างของวรรณคดีนิราศในยุคหลัง
          ๒.  ด้านความรู้  ให้ความรู้หลายประการ คือ
                ๒.๑  ความรู้ทางวรรณคดี  โคลงกำสรวลอ้างเรื่องรามยณะ  สมุทรโฆษคำฉันท์  สุธนู 
นำตัวเอกในเรื่องที่มีใจความเมื่อจากนางมาเทียบกับความรักของตน และตอนพระรามจองถนน
จึงทำให้ผู้อ่านได้รับความรู้ทางวรรณคดีด้วย
                ๒.๒  ความรู้ทางด้านธรรมชาติวิทยา  ทำให้รู้จักนกและสัตว์ต่าง ๆ เช่น
“โกกิลกรวิกอ้ยง  ยูงยาง”  (นกดุหว่า  นกการเวก  นกเอี้ยง  นกยูง  นกยาง)  “มงงกง ทุกงง  ฉลาม  แหนแห่” (ปลามังกง  ปลาทุกัง  ปลาฉลาม  ว่ายมาเป็นฝูง ๆ )
                ๒.๓  ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์และตำนานของสถานที่  เช่น  เกาะตำแย  เพราะมีตำแยมาก  ตำบลขอมตัดหวาย  มีตำนานว่าขอมตัดหวายแล้วถูกหวายพุ่งลงมาแทงตายที่นั่น  เป็นต้น
                ๒.๔  ความรู้ด้านศิลปกรรม  กล่าวถึง  ความเจริญรุ่งเรืองของศิลปกรรมในสมัยกรุงศรีอยุธยา  มีปราสาทราชวังที่งดงาม  เป็นต้น
          ๓.  ด้านสังคมและวัฒนธรรม 
               
๓.๑  ความเจริญรุ่งเรืองของศาสนา  ทำให้เห็นความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นศูนย์กลางของพร ะพุทธศาสนา
                ๓.๒  สภาพชีวิตความเป็นอยู่  ทำให้เห็นความเป็นอยู่ของคนในสมัยกรุงรีอยุธยาตอนต้น  ตลอดจนการทำมาหากิน  ดังโคลงว่า                  ด้าวหนนอเนกซื้อ                 ขนขาย
                                                                      อรอ่อนเลวงคิด                                         ค่าพร้าว
                                                                       หมากสุกชระลายปลง                            ปลิดใหม่
                                                                      มือแม่ค้าล้าวล้าว                                       แล่ยชิงโชรมชิง
(ความว่า  ที่ตำบลนั้นมีการซื้อขายและขนสินค้ากันมาก  เห็นแต่มือขวักไขว่และเสียงคิดราคามะพร้าวกันเซ็งแซ่  มีหมากสุกเอามาจากต้นและปลิดใหม่ ๆ พวกแม่ค้ามือสับสนเพราะรีบชิงกันมาซื้อและรุมกันซื้อ)
          ๔.  ด้านอิทธิพลต่อวรรณคดีอื่น  โคลงกำสรวลเป็นแบบฉบับของการเขียนโคลงนิราศของกวีสมัยหลัง  โดยเฉพาะกวีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น  จะเลียนแบบการชมเมือง  การฝากนาง  สารสั่ง  เป็นต้น  เช่น นายนรินทรธิเบศร์  แต่งนิราศนรินทร์  พระยาตรัง แต่ง นิราศตามเสด็จลำน้ำน้อย  ก็เลียนแบบโคลงกำสรวล  ดังตัวอย่าง
                                                                        อยุธยายศยิ่งฟ้า                       ลงดิน  ดีฤา
                                                     อำนาจบุญเพรงพระ                              ก่อเกื้อ
                                                    เจดียลอออินทร                                         ปราสาท
                                                     ในทาบทองแล้วเนื้อ                              นอกโสรม  (โคลงกำสรวล)
                                                                       อยุธยายศล่มแล้ว                    ลอยสวรรค์  ลงฤา
                                                      สิงหาสน์ปรางรัตน์บรร-                      เจิดหล้า
                                                    บุญเพรงพระหากสรรค์                       ศาสน์รุ่ง  เรืองแฮ
                                                     บังอบายเบิกฟ้า                                         ฝึกฟื้นใจเมือง  (นิราศนรินทร์)
                                                                      โฉมแม่จกกฝากฟ้า                เกรงอินทร  หยอกนา
                                                    อินทรท่านเทอกเอา                                 สู่ฟ้า
                                                     โฉมแม่จกกฝากดิน                                  ดินท่าน  แล้วแฮ
                                  ดินท่านขดดเจ้าหล้า                               สู่สํสองสํ  (โคลงกำสรวล)
                                                                       โฉมแม่จักแหวกฟ้า               ฝากพรหม  เมศฤา
                                                    เกรงชมฌานเมิน                                     แม่ไว้
                                                    จักฝากอิศวรกรม                                      ไกรลาศ
                                  ไฟราคร้อนหล้าไท้                                  ทั่วแหนง  (นิราศตามเสด็จลำล้ำน้อย)
                                                    

                                                              ๖. โคลงทวาทศมาส
          โคลงทวาทศมาสเป็นวรรณคดีที่มีความคิดเริ่มโดยใช้เหตุการณ์แต่ละ เดือนเป็นบทครวญ
จนครบ ๑๒ เดือน  จึงเรียกว่า  โคลงทวาทศมาส  ซึ่งหมายถึงโคลง ๑๒
เดือน (ทวา = สอง, 
ทศ
= สิบ, มาส = เดือน) 

ผู้แต่ง  โคลงทวาทศมาสนี้  กล่าวกันว่ามีกวี ๔ คนแต่ง คือพระเยาวราช   ขุนพรมมนตรี  ขุนศรีกวีราช  ขุนสารประเสริฐ  ดังโคลงที่ว่า                  กานท์กลอนนี้ตั้งอาทิ          กวี  หนึ่งนา
                                                                      เยาวราชสามนต์ไตร                               แผ่นหล้า
                                                                      ขุนพรหมมนตรีศรี-                                 กระวีราช                                  
                                                    สารประเสริฐฤาช้า                                  ช่วยแกล้งเกลากลอน

ประวัติ  หนังสือนี้มีการสันนิษฐานผู้แต่งต่างกันไป เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่าผู้แต่ง คือ ขุนศรีกวีราช ขุนพรหมมนตรี และขุนสารประเสริฐ บางท่านว่า พระเยาวราช ทรงนิพนธ์ ที่เหลือช่วยแก้ไข ส่วนพระยาตรังคภูมิบาล และนายนรินทร
ธิเบศร
กล่าวแต่เพียงสามคนร่วมกันแต่ง

ทำนองแต่ง   เป็นทำนองนิราศแต่งด้วยโคลงดั้นวิวิธมาลี  ๒๖๐  บท  และร่ายดั้น ๑ บทในตอนจบ
ความมุ่งหมาย    มีผู้สันนิษฐานว่าคงแต่งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิ น มิได้จากนางจริงโดยสมมติเหตุการณ์ขึ้น
เรื่องย่อ   โคลงเรื่องนี้ได้ชื่อว่าทวาทศมาส   เพราะพรรณนาถึงความรักความอาลัย และพิธีกรรม
ต่าง ๆ ในรอบสิบสองเดือน   ทวาทศมาส  แปลว่า  สิบสองเดือน ตอนต้นสรรเสริญเทพเจ้า และ
พระเจ้าแผ่นดิน   ชมความงามของนางที่ต้องจากมา   กล่าวถึงบุคคลในวรรณคดี เช่น พระอนิรุทธ์ พระสมุทรโฆษ   พระสุธนู   (พระสูตรธนู) แล้วแสดงความน้อยใจที่ตนไม่อาจไปอยู่ร่วมกับนางอีกอย่างบุคคลเห ล่านั้น
   ตอนต่อไปนำเหตุการณ์ต่าง ๆ และลมฟ้าอากาศในรอบปีหนึ่ง ๆ  ตั้งแต่เดือน ๕ ถึง เดือน ๔ มาพรรณนา   เดือนใดมีพิธีอะไรก็นำมากล่าวไว้ละเอียดลออ  เช่น เดือนสิบเอ็ดมีพิธี
อาศวยุช   เดือนสิบสองมีพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป   เดือนยี่ประกอบพิธีตรียัมปวาย และเดือนสี่กระทำพิธีตรุษ   เป็นต้น   ต่อจากนั้นถามข่าวคราวของนางจาก ปี เดือน วัน และยาม ขอพรเทพเจ้าให้ได้พบนาง
   ตอนสุดท้ายกล่าวสรรเสริญพระบารมีพระเจ้าแผ่นดิน 
ตัวอย่างโคลงทวาทศมาส
          เปรียบเทียบความรักของพระรามกับนางสีดา
                                                                                          ปางบุตรนัคเรศไท้                 ทศรถ
                                                                      จากสีดาเดียวลี                                           ลาศแล้ว
                                                                      ยังคืนสู่เสาวคต                                         ยุพราช
                                                    ฤาอนุชน้องแคล้ว                                    คลาดไคล
          พรรณนาอากาศเดือนห้า                            ธรณีธรณิศแล้ง                      เลอหาว  แห้งแล
                                                                        ใบพัดพฤกษาดวง                                    เหี่ยวแห้ง
                                                                      ลดากระหวัดราว                                      รุกขมาศ
                                                                      วัลย์เวี่ยไม้ไหล้แล้ง                                  ช่วยตรอม
          พิธีเดือนสี่พิธีตรุษไทย                                 ฤดูเดือนสี่ชั้น       มาดล  แม่เฮา
                                                                      ตรุษโตรดเรียมแดยัน          ด่าวดิ้น
                                                                      ที่นี้จำรัสบน                             บังเมฆ
                                                                      อกแผ่นผอมตรอมหวิ้น       หว่าแด
          สรรเสริญพระมหากษัตริย์                       บุญญาดิเรกเจ้า     จอมกษัตริย์
                                                                      ครอบครองภูดาธาร               ทั่วไท้
                                                                      จงเป็นปิ่นจักรพรรดิ           จอมโลด  ธรพ่อ
                                                                      ร้อยราชถวายกรไหว้           หว่านมาลย
คุณค่าของหนังสือ
          ๑.  ด้านภาษาและสำนวนโวหาร 
การใช้ถ้อยคำและสำนวนโวหารของวรรณคดีเรื่องนี้มีความประณีตไพเร าะ เช่น  ร้อยราชถวายกรไหว้  หว่านมาลย  เป็นต้น  ภาษาที่ใช้มีคำบาลี สันสกฤตปนอยู่มาก  คำบางคำเป็นภาษาโบราณและเป็นคำแผลง  ทำให้อ่านเข้าใจยาก เช่น จำงาย  สาวคต  วรรณิต  เป็นต้น  ภาษาที่ใช้ในโคลงทวาทศมาส  มีลักษณะเก่า เช่นเดียวกับลิลิตยวนพ่าย  จึงเป็นหนังสือในยุคเดียวกัน
          ๒.  ด้านความรู้  วรรณคดีเรื่องนี้ให้ความรู้เกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์  กล่าวถึงเทพเจ้าต่าง ๆ การอวตารของพระนารายณ์  พระกฤษณะ  พระพรหม  พระอินทร์  พระยม  เป็นต้น
          ๓.  ด้านสังคมและวัฒนธรรม
               
๓.๑  สภาพชีวิตและความเป็นอยู่  โคลงทวาทศมาส  ชี้ให้เห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่ในสมัยนั้นได้อย่างชัดเจน  ตลอดจนการทำมาหากินที่มีความผูกพันต่อดินฟ้าอากาศ  เช่น เดือนหก
มีการไถนาปลูกข้าว  การทำบุญตามประเพณีต่าง ๆ การมีงานมหรสพ  การจุดดอกไม้เพลิง  เป็นต้น
                  ๓.๒  วัฒนธรรมและประเพณี  โคลงทวาทศมาส ให้ความรู้เกี่ยวกับพระราชพิธี  ๑๒ เดือนของไทยสมัยโบราณ  ซึ่งสามารถค้นคว้าอ้างอิงได้ เช่น  เดือนอ้าย  มีพิธีตรียัมปวาย  เดือนยี่ มีพิธีบุษยาภิเษก  เป็นต้น  พระราชพิธีต่าง ๆ จะกล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ซึ่งอาจใช้ค้นคว้าได้
          ๔.  ด้านอิทธิพลต่อวรรณคดีอื่น  โคลงทวาทศมาสมีอิทธิพลต่อแนวความคิดของกวีสมัยหลัง เช่น  นายมี  กวีในสมัยรัชกาลที่ ๓  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  แต่งนิราศเดือน  เป็นกลอนนิราศ  ทำนองเดียวกับโคลงทวาทศมาส  และยังมีโคลงพระราชพิธีทวาทศมาส  พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา  กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ซึ่งทรงนิพนธ์ ไว้ในสมัยรัชกาลที่ ๔  อีกเล่มหนึ่ง  เป็นหนังสือที่ให้ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมและประเพณีเกี่ยวกับพร ะราชพิธีทั้ง ๑๒ เดือน รวมทั้งพิธีต่าง ๆ ที่ชาวบ้านปฏิบัติกัน

                                                                 ๗. โคลงนิราศหริภุญไชย
         
โคลงนิราศหริภุญไชย  เป็นวรรณคดีประเภทนิราศคำโคลงที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดเล่มหนึ่งใ นประวัติวรรณคดีไทย  เดิมกวีทางเหนือแต่งเป็นภาษาเหนือ และกวีในกรุงศรีอยุธยาได้ถอดความเป็นภาษาที่ใช้ในกรุงศรีอยุธยา  สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ประทานข้อสันนิษฐานไว้ว่า  ฉบับเดิมน่าจะแต่งขึ้นในราว พ.ศ.๒๑๘๑  หรืออาจก่อนหน้านั้นขึ้นไป  ซึ่งตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง  ส่วนศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ  ณ นคร  ได้ศึกษาค้นคว้าโคลงนิราศเรื่องนี้ให้ความเห็นว่า  น่าจะแต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๐ ระยะเวลาแต่งจึงยังหาข้อยุติไม่ได้  และผู้ถอดโคลงจากภาษาทางเหนือเป็นภาษาไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา  ก็ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด  แต่จะต้องเป็นผู้มีความรู้ทางภาษาเหนือเป็นอย่างดี  ส่วนนายเปลื้อง  ณ นคร  ให้ความเห็นว่า  อาจจะเป็นพระยาแสนหลวงเจ้าเมืองเชียงใหม่  ซึ่งเป็นกวีและเข้ามาอยู่ในราชสำนักของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  เป็นผู้ถอดโคลงก็เป็นได้
ผู้แต่ง   นายธนิต  อยู่โพธิ์  สันนิษฐานว่าผู้แต่งคงชื่อทิพ หรือ ศรีทิพ  เป็นชาวเชียงใหม่  เพราะมีคำกล่าวอ้างในคำโคลงหลายแห่ง  เช่น กล่าวว่า “เชิญส่งศรีทิพนาย หนึ่งร้า”  ส่วนศาสตราจารย์
ดร. ประเสริฐ  ณ นคร ให้ความเห็นว่า ศรีทิพนาย  หมายถึง นางศรีทิพ   คำว่านาย ภาษาทางเหนือใช้เรียกสตรีได้  ฉะนั้นผู้แต่งโคลงนิราศหริภุญไชย  จึงเป็นสตรีชื่อ ศรีทิพ
ประวัติ
  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานไว้ว่าอาจเป็น
ประมาน พ.ศ. ๒๑๘๐  หรือก่อนหน้านั้นขึ้นไป
   ซึ่งเป็นระยะที่พระพุทธสิหิงค์  ยังประดิษฐานอยู่
ที่เชียงใหม่ราวสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และกวีทางใต้คงนำมาดัดแปลงราวสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
  ศาสตราจารย์ ประเสริฐ ณ นคร ได้ศึกษาโคลงเรื่องนี้โดยเทียบกับต้นฉบับภาษาไทยเหนือที่เชียงใ หม่และลงความเห็นว่าน่าจะแต่งขึ้นในสมัย พ.ศ. ๒๐๖๐  ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเวลาที่พระแก้วมรกตยังอยู่ที่เจดีย์เชียงใหม่ เนื่องจากนิราศเรื่องนี้กล่าวถึงพระแก้วมรกตไว้ด้วย
ทำนองแต่ง   เดิมแต่งไว้เป็นโคลงไทยเหนือ ต่อมามีผู้ถอดเป็นโคลงสุภาพ
ความมุ่งหมาย    ผู้แต่งมีความมุ่งหมายเพื่อบรรยายความรู้สึกที่ต้องจากหญิงคนรั กไปนมัสการพระธาตุหริภุญไชย
เรื่องย่อ
  เริ่มบทบูชาพระรัตนตรัย บอกวัน เวลา ที่แต่ง แล้วกล่าวถึงการที่ต้องจากนางที่เชียงใหม่ไปบูชาพระธาตุหริภุญไ ชยที่เมืองหริภุญไชย (ลำพูน) ก่อนออกเดินทางได้นมัสการลาพระพุทธสิหิงค์ ขอพรพระมังราชหรือพระมังรายซึ่งสถิต ณ ศาลเทพารักษ์   นมัสการลาพระแก้วมรกต เมื่อเดินทางพบสิ่งใดหรือตำบลใดก็พรรณนาคร่ำครวญรำพันรักไปตลอด ทางจนถึงเมืองหริภุญไชย ได้นมัสการพระธาตุสมความตั้งใจ  บรรยายพระธาตุ  งานสมโภชพระธาตุ   ตอนสุดท้ายลาพระธาตุกลับเชียงใหม่
ตัวอย่างโคลงนิราศหริภุญไชย 

                 ชมนก                                         ยินเสียงโรเรศร้อง                 งุมงุม
                                                    คิดคอบถึงทิพจุม                                      แจ่มหน้า
                                                     ปักษีส่ำแสนชุม                                         ชมมิ่ง  เมียเอย
                                                    หลอพี่แรมเร้นถ้า                   ถ่อมชู้ชายฉงน
                  ชมพระธาตุ                              มหาชินธาตุเจ้า                       เจดีย์
                                                   เหมือนแท่นคำสิงคี                                 คู่เพี้ยง
                                                   ฉัตรคำคาดมณี                                           ควรค่า  เมืองแฮ
                                                     เปลวเปล่งดินฟ้าเสี้ยง                            สว่างเท้าอำพรา
                  ลาพระธาตุ                              ลาพระชินธาตุเจ้า                  จอมอัฐิ
                                  ถวายศิลาเพียญชน์ภัตร                         หว่านไหว้
                                  ประจงจอดจักรวัติ                                   ผลเผื่อ  ทิพเอย
                                  บัดเดี่ยวขอหื้อให้                   แห่งน้องวิวาหา
                 รำพันความรัก                       รลึกหน้าน้องดุจ                    เห็นหัน  นาแม่
                                   ยินแต่ตาจักผัน                                          ใช่หน้า
                                                    รอยตนแต่ใจขวัญ                                    แขวนขื่น  มาฤา
                                                    ศรีแม่มามองหน้า                   คว่าค้อมกระหายหน
คุณค่าของหนังสือ
          ๑.  ด้านภาษาและสำนวนโวหาร 
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้กล่าวไว้ในหนังสือโคลงนิราศสุพรรณของส ุนทรภู่ ความตอนหนึ่งว่า 
“หนังสือนิราศครั้งกรุงศรีอยุธยา มักแต่งเป็นโคลง และเรียกชื่อแปลก ๆ กัน โคลงนิราศเก่าก่อนเรื่องอื่นที่มีฉบับอยู่บัดนี้  เรียกว่า โคลงหริ
ภุญไชย  เป็นโคลงนิราศที่ใช้ถ้อยคำพรรณนาความอาลัยรักได้ไพเราะมาก
”  การใช้ถ้อยคำมีคำภาษาไทยเหนือปนอยู่มาก เช่น “เขาะขอดหทัยลักษณ์หล่อน้อง”  คำว่า “เขาะขอด” หมายถึง  ขุด หรือ กวาดออกให้หมด  ทุ่มเทให้หมด  เป็นต้น  นอกจากนั้นยังมีคำโบราณ  คำภาษาบาลีสันสกฤตและคำเขมรปนอยู่ด้วย  การบรรยายความดี  ใช้ถ้อยคำสัมผัสให้เกิดความไพเราะ  จึงนับว่าเป็นวรรณคดีที่ดีในการเปรียบเทียบ  การแสดงความคิดเห็น และการใช้ถ้อยคำ
          ๒.  ด้านความรู้  โคลงนิราศหริภุญไชยให้ความรู้ด้านต่าง ๆ หลายด้าน คือ
                ๒.๑  ทางด้านภูมิศาสตร์  ทำให้ทราบเส้นทางเดินและรู้จักตำบลต่าง ๆ
               ๒.๒  ทางด้านโบราณสถาน  ทำให้ทราบสถานที่สำคัญต่าง ๆ ทางภาคเหนือ เช่น วัดพระสิงห์  วัดศรีเก็ต  หอพระเจ้าเม็งราย  วัดกุฏาราม (วัดเจดีย์หลวง)  พระธาตุหริภุญไชยมีฉัตรทองคำประดับมณี  เป็นต้น
                ๒.๓  ทางด้านโบราณวัตถุ  ทำให้ทราบประวัติบางตอนของพระพุทธสิหิงค์  พระแก้วมรกต  เป็นต้น
                ๒.๔  ทางด้านวรรณคดีเรื่องอื่น ๆ  กล่าวถึง นิยายพื้นเมืองจากชาดก  ซึ่งอาจจะมีอยู่ก่อนโคลงนิราศหริภุญไชย  เช่น  สุธนู  สมุทรโฆษ  เป็นต้น  ดังโคลง
                                                                                          ปภาพิโยคสร้อย                     สุธนู  ก็ดี
                                                    สมุทรโฆษว้างพินธู                               แม่งม้าง
                                                                      ขุนบาจากเจียรอู                                       สาราช
                                                                      อกพี่แอ่นร้อนร้าง                                    กว่าเบื้องบูรเพ
          ๓.  ด้านสังคมและวัฒนธรรม
               
๓.๑  สภาพชีวิตความเป็นอยู่  วรรณคดีเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนใน สมัยนั้นว่าเป็นผู้ยึดมั่นในศาสนา   มีการถือศีล ๘  ในวันพระ  มีชีวิตด้วยความสงบ  เช่น
                                                                    วันเพ็ญศีลเสพย์สร้าง         อุโบสถ
                                                  เพียญชน์โภชน์สุราอด                          ค่อยกลั้น
                ๓.๒  การแต่งกาย  โคลงนิราศหริภุญไชยชี้ให้เห็นถึงการแต่งกายของคนในมัยนั้น เช่น ผู้ชายชาวชนบทนุ่งผ้าลอยชาย ใส่ตุ้มหู ดังโคลง   
“ นุ่งผ้าเทียะถลุยเชิง        ท่อนแต้ม
                                                                                   กนทนสอดตุมเถิง                         ปิดเบี่ยง  งามเอ่
”
                ๓.๓  ความเชื่อในศาสนา  โคลงนิราศหริภุญไชย  ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อของคนไทยสมัยก่อน  จะเดินทางไกลไปที่ใดจะต้องไหว้พระขอพรให้เดินทางไปด้วยความสวัส ดี  ดังในนิราศ
มีการไหว้พระขอพรเมื่อผ่านวัดสำคัญ ๆ ก่อนออกเดินทางต่อไป
          ๔.  ด้านอิทธิพลต่อวรรณคดีอื่น  โคลงนิราศเรื่องนี้อาจเป็นแบบอย่างของการแต่งโคลงนิราศของกวีรุ ่นหลัง  ในการพรรณนาความอาลัยรักเกี่ยวกับเหตุการณ์และสถานที่ต่าง ๆ ที่กวีได้ประสบพบเห็น  ดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ประทานความเห็นใน พ.ศ. ๒๔๖๗ ว่า
“ อาจจะเป็นต้นแบบอย่างของนิราศที่แต่งเป็นโคลงและกลอนกันในกรุงศ รีอยุธยาตลอดมาจนกรุงรัตนโกสินทร์ ”

 

 

 

 

บรรณานุกรม

บรรเทา  กิตติศักดิ์ และ กรรณิการ์  กิตติศักดิ์. หนังสือเรียนภาษาไทย ท ๐๓๑ ประวัติวรรณคดี ๑. 
                กรุงเทพมหานคร
:  โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๔๔.
เปลื้อง  ณ นคร. หนังสือเรียนภาษาไทย ท ๐๓๑  ปะวัติวรรณคดี ๑. พิมพ์ครั้งที่ ๑๐, 
                กรุงเทพมหานคร
:  อักษรเจริญทัศน์,  ๒๕๔๒.
เสนีย์  วิลาวรรณ.  ประวัติวรรณคดีไทยสมัยสุโขทัยและอยุธยา. กรุงเทพมหานคร
: วัฒนาพานิช,
                ๒๕๔๗.

                 http://www.nuanphun.com/no102.html                      

                  http://www.geocities.com/thailit_sd/readayu.htm                         

                   http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8

                 http://www.school.net.th

 

ไปข้างบน มุมมอง mongkol's รายละเอียด ค้นหาข้อความที่ส่งอื่น ๆ โดย mongkol
 

ต้องการเพิ่มหรือตอบอีเลินนิ่งต้องเข้าสู่ระบบก่อน เข้าสู่ระบบ
ถ้ายังไม่ลงทะเบียนให้ทำการลงทะเบียนก่อน ลงทะเบียน

  เพิ่มใหม่เพิ่มอีเลินนิ่งใหม่
พิมพ์เรื่องนี้ พิมพ์เรื่องนี้

กระโดดไปที่ทะเบียนอีเลินนิ่ง
คุณ ไม่สามารถ เพิ่มอีเลินนิ่งใหม่
คุณ ไม่สามารถ ตอบกลับอีเลินนิ่ง
คุณ ไม่สามารถ ลบข้อความของคุณในอีเลินนิ่ง
คุณ ไม่สามารถ แก้ใขเรื่องในอีเลินนิ่ง
คุณ ไม่สามารถ สร้างแบบสำรวจในอีเลินนิ่ง
คุณ ไม่สามารถ ตอบแบบสำรวจในอีเลินนิ่ง

หมายเหตุ : เพื่อให้การติดต่อสื่อสารเกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นอีกทั้งยังสามารถตรวจสอบผู้แสดงความคิดเห็นได้ทางทีมพัฒนาจึงได้มีการนำเอา Social Plugins อย่าง Facebook เข้ามาช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ของระบบ ดังนั้นท่านที่จะสามารถแสดงความคิดเห็นได้นั้นท่านจะต้องทำการ login ผ่าน Facebook ก่อนถึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้ครับ !!
Powered by Web Wiz Forums version 7.6
Copyright www.ebook.mtk.ac.th/main

หน้านี้ .2813 วินาที.