อีเลินนิ่งปัจจุบันอีเลินนิ่งปัจจุบัน  แสดงรายการสมาชิกใน อีเลินนิ่งรายชื่อสมาชิก  ค้นหา อีเลินนิ่งค้นหา  ช่วยเหลือช่วยเหลือ
  ลงทะเบียนลงทะเบียน  เข้าระบบเข้าระบบ
คุณครูวราวุธ สว่างสุรีย์
 อีเลินนิ่งครูมัธยมตระการพืชผล : คุณครูวราวุธ สว่างสุรีย์
หัวข้ออีเลินนิ่ง อีเลินนิ่ง: การแสดงพื้นเมืองแต่ละภาคของไทย เพิ่มใหม่เพิ่มอีเลินนิ่งใหม่
ผู้เขียน
รายละเอียด << อีเลินนิ่งเดิม | อีเลินนิ่งต่อไป >>
warawut
art01
art01
ภาพแทนตัว

เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ: 19 ตุลาคม 2005
กลุ่มสาระ/งาน: ศิลปศึกษา
เพิ่มใหม่: 116
สร้างเมื่อ: 04 มิถุนายน 2012 เวลา 11:22 | IP ล็อค

การแสดงและการละเล่นพื้นเมือง แต่ละภาคของไทย
1. ภาคกลาง
ได้แก่ รำกลองยาว เพลงเทพทอง อีแซว เพลงฉ่อย ลำตัด
เต้นกำรำเคียว รำเหย่อย เพลงพวงมาลัย เพลงเรือ เพลงปรบไก่ เพลงเกี่ยวข้าว
เพลงทรงเครื่อง   
   1.1รำกลองยาว

เข้ามาใน ร. 4 โดยชาวพม่าพวกหนึ่งนำเข้ามา มีบทร้องกราวรำยกทัพพม่า
ในการแสดงละครเรื่อง พระอภัยมณีตอนเก้าทัพ และไทยเราเห็นเล่นง่ายสนุกสนาน
จึงนิยมนำมาเล่นกันจนบัดนี้
วิธีเล่น ผู้เล่นแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ
- ฝ่ายตีกลองยาว ผู้ตีมักทำท่าต่างๆ สนุกสนาน ออกท่าลีลาต่างๆ
- ฝ่ายรำ ต้องรำให้เข้ากับจังหวะกลองยาว
** เครื่องดนตรีที่ใช้ กลองยาว กรับหรือเกราะ ฉาบเล็ก โหม่ง ฉิ่ง
        1.2 เพลงเทพทอง

มีมาแต่โบราณ มักออกมาในรูปแบบของละคร มีต้นเสียงและลูกคู่ รับว่า " ฮ้าไฮ้ "
ต่อมาใช้ปี่พาทย์บรรเลงรับลูกคู่ เรียกว่าเพลง สุโขทัย แต่ถ้าร้องโดยมีลูกคู่ร้องรับ
จะเรียกว่า " เทพทอง "
        1.3 เพลงอีแซว

ยังนิยมเล่นกันอยู่ ใน สุพรรณบุรี อ่างทอง อุทัยธานี สิงห์บุรี อยุธยา
สันนิษฐานว่าเกิดขึ้น หลังเพลงพื้นเมืองชนิดอื่นๆ มีจังหวะเร็ว
ผู้ร้องต้องมีปฏิภาณไหวพริบคล่องแคล่วมาก เครื่องดนตรีนิยมใช้ ฉิ่ง
และกลองรำมะนา
        1.4 เพลงฉ่อย

เป็นเพลงพื้นบ้านกลอนเดียวแบบเพลงเรือ ไม่ต้องมีกลอนบาทส่งแบบเพลงเรือ
วิธีเล่น จะสนุกสนานและรวดเร็วกว่าเพลงเรือตอนขึ้นกลอนไหว้ครูและเกริ่น
จะใช้กลอนแบบเพลงโคราช ตอนแก้กันจะใช้กลอนแบบเพลงเรือ
การร้องจะมีต้นเสียง ลูกคู่รับและปรบมือเป็นจังหวะ
        1.5 ลำตัด

 มาจากการแสดงบันตนของแขกมลายู ลำตัดเป็นการแสดงลับฝีปากของฝ่ายชาย
และหญิง มีทั้งต่อว่า เสียดสี เกี้ยวพาราสี ลูกขัด ลูกหยอด เพื่อให้สนุกสนาน
ตลกเฮฮาในเชิง "สองแง่สองง่าม" การแสดง จะเริ่มตีรำมะนา โหมโรง ออกภาษาพม่า
แขก มอญ ต่อจากนั้น ผู้แสดงฝ่ายชายออกก่อน ร้องไหว้ครู
ขอบคุณเจ้าภาพทักทายผู้ชม ออกตัวการแสดง ชวนเชิญกันประฝีปาก
หมดฝ่ายชาย ฝ่ายหญิงก็จะออกเริ่มต้น ด้วยเพลงอีแซว เพลงฉ่อย
เพลงเกี่ยวข้าว ซึ่งเพลงพื้นบ้านอื่นๆจะเล่นแบบนี้ไม่ได้
         1.6 เต้นกำรำเคียว

เป็นเพลงพื้นบ้านของชาวนครสวรรค์ นิยมเล่นกันในฤดูเก็บเกี่ยวข้าว
หลังการเก็บเกี่ยวข้าวเมื่อรู้สึกเหน็ดเหนื่อย จึงผ่อนคลายโดยการตั้งวงเต้นกำรำเคียว
วิธีเล่น ชายหญิง จะถือเคียวคนละมือ และรวงข้าวอีกมือ เต้นรำร้องเกี้ยวพาราสีกัน
ต่อมากรมศิลปากร โดยนายมนตรี ตราโมท ได้ทำดนตรีประกอบและนำออกแสดง
ในงานบันเทิง
2. ภาคเหนือ (ฟ้อน) ฟ้อนเงี้ยว ฟ้อนลาวแพน ฟ้อนสาวไหม กลองสะบัดชัย
ซอเมือง ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา ฟ้อนดาบ ฟ้อนเงี้ยว
       2.1 ฟ้อนเงี้ยว

เป็นการเล่นสนุกสนานของชาวไทยเผ่าหนึ่งในแคว้นฉาน พม่า มีทั้งเนื้อร้องคำเมือง
และภาษาภาคกลาง
       2.2 ฟ้อนลาวแพน

เรียกชื่อตามชื่อเพลงทางดนตรีที่บรรเลงเดี่ยวอวดฝีมือ เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลง
คือ จะเข้และปี่
ท่ารำประดิษฐ์ขึ้นโดยนำมาจากละครเรื่องพระลอ ตอนพระลอลงสรงในแม่น้ำกาหลง
โดยยึดท่าฟ้อนทางเหนือและอีสานเป็นแบ บ ดัดแปลงให้เข้ากับทำนอง ใช้แสดงเดี่ยว
ต่อมาจึงดัดแปลงเป็นหลายคน
        2.3 ฟ้อนสาวไหม

เป็นการฟ้อนของสาวเชียงใหม่ ที่เลียนแบบลีลาท่าทางจากอาชีพทอผ้าไหมของสาวๆ
ครูพลอยศรีสรรพศรี เป็นผู้คิด ประดิษฐ์ท่าฟ้อน จากท่าปั่นฝ้ายและสาวไหม
        2.4 กลองสบัดชัย

เป็นกลองศึกโบราณของชาวเหนือ เป็นการปลุกปลอบขวัญทหาร และเร้าอารมณ์
ให้ฮึกเหิม เมื่อได้ชัยชนะ ก็บรรเลงให้คนรู้
ผู้แสดง มี 7 คน ฆ้อง 2 คน ตีฉาบ 1 คน หามกลอง 2 คน
ตีกลอง 2 คน ผลัดกันตีให้เข้ากับจังหวะฆ้องฉาบและจังหวะการเต้นให้ทำมุม
กับหน้ากลองให้พอดีใช้ไม้
3. ภาคอีสาน ได้แก่ เซิ้งกระติ๊บข้าว หมอลำ หมอแคน เพลงโคราช ฟ้อนภูไท
เซิ้งกระหยัง แสกเต้นสาก เรือมอันเร ลิเกกลองยาว เซิ้งบั้งไฟ
       3.1 เซิ้งกระติ๊บข้าว

กำเนิดมาจาก อ. เรณูนคร จ. นครพนม ต่อมาวิทยาลัยนาฏศิลป์กรมศิลปากร
ได้รับการถ่ายทอดจากคณะครู และนำมาแสดงเป็นครั้งแรก ในการต้อนรับ
พระราชอาคันตุกะ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ณ. หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี ค.ศ 2509
ดนตรีที่ใช้ประกอบนั้นใช้กลองยาวเป็นหลัก แคน และกรับ การแต่งกาย
หญิง ใส่เสื้อแขนกระบอกนุ่งซิ่น(คอนข้างสั้น)สะพายกระติ๊บข้าว
        3.2 หมอลำ

หมอแคน ถ้ามีการขับลำอย่างเดียว โดยไม่มีแคนเป่าคลอ เรียกว่า "หมอลำ"
แต่ถ้ามีการขับลำและนำแคนมาเป่าคลอด้วย เรียก" หมอลำ หมอแคน "
จะแสดงที่ลานกว้าง หรือจะยกเวทีขึ้นก็ได้ จะแสดง 3 - 4 คนเท่านั้น
ไม่รวมนับถึง หมอแคน แบ่งเป็น 3 ชนิด
- ลำเรื่อง จะลำว่าเป็นเรื่องราว ว่ากันเปป็นรเหตุการณ์ทั่วๆไป
- ลำประชัน เป็นการลำร้องแก้กันคนละกลอน เเพื่อลับฝีปากว่าใครจะแน่กว่ากัน
- ลำเกี้ยว เป็นการลำในเชิงเกี้ยวพาราสีกัน บางที่จะพรรณาถึงคู่ครอง
ซึ่งอาจจะติชมกันถึงแก่น คนขอบฟังกันมาก
ประเภทเพลง "ลำ" อีสานมีหลายประเภท เช่น ลำกลอน ลำโจทย์แก้
ลำเกี้ยว ลำชิงชู้ ลำพื้น ( ลำเรื่อง) ลำหมู่ ลำเพลิน ลำเต้ย และลำผีฟ้า
โอกาสแสดง งานบวช ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า โกนจุก งานมงคลต่างๆ
          3.3 เพลงโคราช

นิยมในจังหวัดนครราชสีมา และใกล้เคียง มีลักษณะเป็นกลอนเพลง
ปฏิพากย์ ที่ใช้ไหวพริบ ในการแก้ปัญหาในการร้องตอบโต้
เพลงโคราชเป็นเพลงครูของเพลงเรือ การเล่น ชายหญิงจะเริ่มต้นไหว้ครู
บทเกริ่น บทเกี้ยว บทลักหาพาหนี แต่มีเพลงโคราชหลายเพลงที่ใช้แง่คิด
ในรูปของ สุภาษิต ปรัชญา และสะท้อนแง่คิดในชีวิตประจำวัน
          3.4 ฟ้อนภูไท

นิยมเล่นในจังหวัด สกลนคร และใกล้เคียง ในงานรื่นเริง วันนักขัตฤกษ์
โดยจะเริ่มด้วยผู้ ตีกลองจึง( กลองชนิดหนึ่งของชาวภูไทย )และ แคน
กลองยาว ฉาบ โหม่ง เป็นต้น
           3.5 เซิ้งกระหยัง

เป็นการแสดงของ กาฬสินธุ์ อำเภอกุฉินารายณ์ ได้นำเอา ท่ารำจากเซิ้งอื่น
เช่น เซิ้งกระติ๊บ เซิ้งสาละวันเข้าผสมกันจัดกระบวนท่าใหม่ รวม 19 ท่า
แต่ละท่า มีชื่อเรียกต่างกัน เช่น เซิ้งท่าไหว้ เซิ้งภูไท
เนื่องจาก ผู้รำถือกระหยัง ( ภาชนะอย่างหนึ่งทำด้วยำม้ไผ่สานมีลักษณะคล้ายกระบุง
ใช้ใส่สิ่งของต่างๆ)
จึงได้ชื่อว่า " เซิ้งกะหยัง " ดนตรีที่ใช้ กลองยาว ฉาบ ฉิ่ง และ ใช้แคนพิณ
ปี่แจ้ เป็นเครื่องดำเนินทำนอง
4. ภาคใต้ เป็นดินแดนที่มีมรสุมตลอดปี และเป็นแหล่งอารยธรรมที่รุ่งโรจน์ในอดีต
มีรำพื้นเมืองรูปแบบต่างๆ เช่น รองเง็ง เพลงบอก เพลงนา กริช มโนราห์
หนังตะลุง มะโย่ง ลิละ เพลงคำตัก
          4.1 รองเง็ง

เดิมเป็นการแสดงในราชสำนักมาเลเซีย เจ้าเมืองจะจัดหาหญิงสาวให้ฝึกเต้นรองเง็ง
เพื่อเอาไว้ ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ต่อมาได้ออกมาสู่ประชาชน
แพร่หลายเข้าสู่ตอนใต้ของไทย ใช้ผู้แสดง ชายและหญิงรวมกัน
การแต่งกาย หญิงนุ่งโสร่ง มีลวดลายดอกดวงต่างๆกัน
สวมเสื้อแขนยาวคอกลม หรือ คอชวา ยาว ปิดโสร่ง ผ่าอกตลอด
ตัวเสื้อต้องเข้ารูปตรงเอวมาก ๆ แลเห็นสะโพกผาย มีผ้าคลุมไหล่
วิธีเล่น ดนตรีใช้ ฆ้อง กลองรำมะนา และไวโอลิน เมื่อดนตรีเร่มบรรเลง
ฝ่ายหญิงจะเริ่มร้องเชื้อเชิญ ให้ผู้ชมเข้าสู่วง
เต้นด้วยเนื้อร้องจะชมธรรมชาติความสวยงาม และเกี้ยวพาราสี
ที่นิยมร้อง จะมี 6 - 7 เพลงเท่านั้น จังหวะเต้นจะต่างกันไป
ความเด่นของรองเง็ง อยู่ที่ความพร้อมเพรียงและการก้าวหน้าถอยหลัง
ชายและหญิงต้องอยู่ในครึ่งวงกลมกลางเวที
                4.2 เพลงบอก


เพลงบอกคณะหนึ่งมีแม่เพลง ๑ คนและลูกคู่อีก ๔ ถึง ๖ คน
มีฉิ่งเป็นดนตรีประกอบเพียงอย่างเดียว การร้องเพลงบอกใช้ภาษาถิ่นปักษ์ใต้
โดยร้องด้นเป็นกลอนสดแท้ ๆ ใช้ปฏิภาณร้องไปตามเหตุการณ์ที่พบเห็น
แม่เพลงต้องมีความรอบรู้ไหวพริบดี และฝึกฝนจนแม่นยำในเชิงกลอน
                4.3 เพลงมโนราห์


มโนราห์ เรียกสั้นๆ ว่า โนรา เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของภาคใต้
โดยเฉพาะมีท่ารำที่อ่อนช้อย สวยงาม บทร้องเป็นกลอนสด
ผู้ขับร้องต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ สรรหาคำให้สัมผัสกันได้อย่างฉับไว
มีความหมายทั้งบทร้อง ท่ารำและเครื่องแต่งกายเครื่องดนตรีประกอบด้วย
กลอง ทับคู่ ฉิ่งโหม่ง ปี่ชวา และกรับ
ปัจจุบันพัฒนาเอาเครื่องดนตรีสากลเข้าร่วมด้วย แต่เดิมนิยมใช้ผู้ชายล้วนแสดง
แต่ปัจจุบันมีผู้หญิงเข้าไปแสดงด้วย

          4.4.เพลงคำตัก

ประวัติความเป็นมาของเพลงคำตัก
เพลงตักหรือ เพลงคำตัก เป็นการละเล่นอย่าง หนึ่งของชาวไทยพุทธในภาคใต้
เคยได้รับ ความนิยมในสมัยก่อน เพิ่งเสื่อมความนิยมไปประมาณ 30 ปีมานี้เอง
คำว่า “คำตัก” เป็นคำ ที่ตัดมาจากคำว่า “คำ ตักเตือน”
เพราะสาระของบทร้องคำตักล้วนเป็นคำ ตักเตือนทั้งสิ้น
กล่าวคือ การละเล่นชนิดนี้ เล่นเฉพาะงานบวชนาค
และต้องเป็นนาคที่ บวชครั้งแรก โดยเล่นในวันสุกดิบหลังพิธีสงฆ์
และเล่นตอนแห่เจ้านาคจากบ้านไปวัด ถ้าจัดพิธีโกนหัวเจ้านาคที่วัด
ก็เล่นคำตัก ตั้งแต่ตอนยกเจ้านาคขึ้นบ่า หรือขึ้นคาน
หามจนกระทั่งเจ้านาคเข้าอุโบสถ สำหรับ
งานบวชนาคในสมัยก่อน บ้านที่มีฐานะดี
อาจจะจัดงานหลายวันหลายคืน แต่ละคืน
จะมีคำตักประชันฝีปากกันหลายคณะ
ผู้ร้องเพลงคำตักส่วนใหญ่ก็คือผู้ที่ร้องเพลงบอก

โอกาสที่ใช้ในการแสดง
เพลงคำตัก ใช้ร้องในงานบวชนาค และแห่นาคเข้าโบสถ์
ขณะแห่นาคเข้าวัด หลังจากทำ ขวัญนาคแล้ว เนื้อเพลง
เกี่ยวกับการบวช เช่น นาคลาพ่อลาแม่ ลา ญาติ ลาคนรัก

แม่เพลง อาจเป็นหญิงหรือชายก็ได้ โดยขับร้องกลอนสด
ลูกคู่มีกี่คนก็ได้ร้องรับ พร้อมๆกัน ก่อให้เกิดความไพเราะแม้
จะไม่มีดนตรีก็ตาม อรรถรสของเพลงอยู่ที่
สำนวน คำสั่งสอน ความกตัญญูรู้คุณ
และการสืบทอดพระพุทธศาสนาของเจ้านาค

        4.5มะโย่ง


โย่ง  เป็นศิลปะการแสดงละครอย่างหนึ่งของไทยมุสลิม
กล่าวกันว่าเริ่มแรกมีขึ้นในรั้วในวังเมืองปัตตานี เมื่อประมาณ ๔๐๐ ปีมาแล้ว
จากนั้นแพร่หลายไปทางกลันตัน
เกี่ยวกับคำว่า “มะโย่ง” ยังไม่มีใครทราบความหมายทางภาษา
หรือรากคำที่แน่ชัดบางคนสันนิษฐานมาจากคำว่า “มัคฮียัง” (Mak-Hiang)
แปลว่าเจ้าแม่โพสพเพราะพิธีทำขวัญข้าวในนาของชาวมลายู
สมัยนั้นมีหมอผีทรงวิญญาณเจ้าแม่ เพื่อขอความสวัสดิมงคลมาสู่ชาวบ้าน
ขณะเดียวกันมีการร้องรำบวงสรวง ซึ่งภายหลังกลายเป็นละครประเภทหนึ่ง

        4.6 เพลงนา


เป็นการละเล่นกลอนโต้ตอบระหว่างหนุ่มสาวในท้องนา งานวัดหรืองานมงคลต่าง ๆ
เพื่อใช้สื่อความรักเกี้ยวพาราสีขณะหนุ่มไปเยือนสาวที่บ้าน การเล่นจะมีแม่เพลง
ซึ่งมีไหวพริบ รอบรู้ และท้ายไฟ ( คนคอยเสริม ) ด้วย

ลักษณะเนื้อหา
เริ่มด้วยบทที่เรียกว่า " เกริ่นหน้าบทเพลงนา " ซึ่งเป็นบทไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
นอกจากนี้ยังมีบทชมโฉม บทซงโซ้โผกรัก เป็นต้น
สมัยก่อนนิยมเล่นเพลงนากันมาก โดยเฉพาะในจังหวัดนครศรีธรรมราช
มีแทบทุกท้องถิ่น เช่น มีเรื่องจริงเล่าว่า
วันหนึ่งนายแผนและนายพันเดินสวนทางกัน
( ทั้งสองคนเป็นนักเล่นเพลงนาที่มีชื่อเสียงมาก ) นายแผนถามนายพันว่า

" เพื่อนรักเพื่อนรัก เราขอถามทักว่าเพื่อนไปไหนมา "
ด้วยความรีบร้อนนายพัน นายแผนร้องไม่ทันจบนายพันก็ตอบว่า
" เพื่อนรักเพื่อนรัก ช่วยเจ็บท้องหนักจะไปหาพี่สา
ให้มาประคองครรภ์ ของแม่กัลยา "

วิธีร้อง
การร้องเพลงนานอกจากมีแม่เพลง ผู้ช่วยที่ทำให้เพลงนาน่าฟังยิ่งขึ้นคือ
คนคอยเสริมหรือท้ายไฟดังที่กล่าวมาแล้ว ท้ายไฟ คล้าย ๆ กับลูกคู่
ทำหน้าที่ร้องพร้อม ๆ กับแม่เพลง

อุปกรณ์การแสดง และวิธีการแสดง
ซีละ หรือเรียกว่าดีกา หรือบือดีกา เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของ
ชาวไทยมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใ ต้ของประเทศไทย
โดยได้รับอิทธิพลด้านศิลปะการแสดงที่มีผู้สันนิษฐานว่า
น่าจะเกิดขึ้นครั้งแรกที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเชีย
หรือจากมะละกา และแพร่กระจายมายังประเทศมาเลเชีย
และมาทางตอนใต้ของประเทศไทย

              4.7  ซีละ


องค์ประกอบในการแสดง
๑. ผู้แสดง ซีละคณะหนึ่ง ๆ มีอย่างน้อย ๕ คน ผู้เล่นดนตรี ๓ คน
ผู้เล่นซีละ ๒ คน การเล่นซีละจะเป็นการแสดงศิลปะการต่อสู้เป็นคู่ต่อสู้ตัวต่อตัว
ผู้เล่นจึงมี ๒ คนเป็นอย่างน้อย
๒. เครื่องดนตรีซีละเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่มีดนตรีประกอบ
เช่นเดียวกับมวยไทยมี ๓ ชนิด คือ ฆือแน(กลองแขก) จำนวน ๑ - ๒ ใบ
ฆง(ฆ้อง) จำนวน ๑ ใบ ซูนา(ปี่) จำนวน ๑ เลา
๓. เวทีการแสดง ปกติแสดงกันบนพื้นดิน สนามหญ้า หรือลานบ้าน
ถ้ามีการรับเชิญไปแสดงบนเวทีก็แสดงได้ แต่ไม่ค่อยนิยมกัน

วิธีการแสดง
ผู้แสดงนิยมแต่งกายรัดกุม นุ่งกางเกงขายาว (แบบกางเกงจีน)
ใส่เสื้อยืดคอกลมมีแขนมีผ้าลวดลายสวยงามพันทับจากเอวถึงเหนือเข ่า
และใช้ผ้าคาดสะเอว ไม่สวมรองเท้า
ถ้าเป็นซีละมือเปล่าก็จะไม่พันมือ ถ้าเป็นซีละกริชจะเหน็บกริชด้วย
เมื่อดนตรีประโคมนักซีละก็จะก้าวออกมาสู่เวทีทั้งคู่ แล้วผลัดกันไหว้ครูทีละคน
และทำความเคารพผู้ชมโดยการโค้งคำนับ นั่งหรือยืนไหว้
หลังจากนั้นคู่ต่อสู้จะออกมาสลามัตต่อกัน (การทำความเคารพแบบพื้นเมือง)
คือยื่นมือทั้งสองออกไปขอสัมผัสกัน
แล้วเอาฝ่ามือทั้งสองข้างของตนมาแตะที่หน้าผากกับหน้าอก
ต่อจากนั้นนักซีละทั้งคู่ก็เริ่มแสดงลวดลายท่าร่ายรำ ดูชั้นดูเชิงกันก่อน
ต่างก็ให้คู่ต่อสู้เห็นกล้ามเนื้ออันทรงพลังของตน เพื่อเป็นการข่มขวัญ
บางครั้งจะกระทืบเท้า ตบมือฉาด ๆ
หรือใช้ฝ่ามือตบต้นขาของตนให้เกิดเสียงดังเพื่อข่มคู่ต่อสู้



แก้ใขโดย warawut เมื่อ 10 มิถุนายน 2012 เวลา 22:28


__________________
ไปข้างบน มุมมอง warawut's รายละเอียด ค้นหาข้อความที่ส่งอื่น ๆ โดย warawut
 

ต้องการเพิ่มหรือตอบอีเลินนิ่งต้องเข้าสู่ระบบก่อน เข้าสู่ระบบ
ถ้ายังไม่ลงทะเบียนให้ทำการลงทะเบียนก่อน ลงทะเบียน

  เพิ่มใหม่เพิ่มอีเลินนิ่งใหม่
พิมพ์เรื่องนี้ พิมพ์เรื่องนี้

กระโดดไปที่ทะเบียนอีเลินนิ่ง
คุณ ไม่สามารถ เพิ่มอีเลินนิ่งใหม่
คุณ ไม่สามารถ ตอบกลับอีเลินนิ่ง
คุณ ไม่สามารถ ลบข้อความของคุณในอีเลินนิ่ง
คุณ ไม่สามารถ แก้ใขเรื่องในอีเลินนิ่ง
คุณ ไม่สามารถ สร้างแบบสำรวจในอีเลินนิ่ง
คุณ สามารถ ตอบแบบสำรวจในอีเลินนิ่ง

หมายเหตุ : เพื่อให้การติดต่อสื่อสารเกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นอีกทั้งยังสามารถตรวจสอบผู้แสดงความคิดเห็นได้ทางทีมพัฒนาจึงได้มีการนำเอา Social Plugins อย่าง Facebook เข้ามาช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ของระบบ ดังนั้นท่านที่จะสามารถแสดงความคิดเห็นได้นั้นท่านจะต้องทำการ login ผ่าน Facebook ก่อนถึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้ครับ !!
Powered by Web Wiz Forums version 7.6
Copyright www.ebook.mtk.ac.th/main

หน้านี้ .2969 วินาที.